Wh-Question – Part2 (E-BOOK)

ต่อไปเพิ่มเติมขึ้นมาอีกหน่อย

ทุกๆคนยิ้ม
ทุกๆคนยิ้ม ถ้าเราพูดถึงอดีตจะได้
Everyone smiled เป็นอดีต เติม d ให้ด้วยนะคะ
ถ้าจะถามว่าทุกๆคนยิ้มใช่ไหม? ในอดีตทุกคนยิ้มใช่ไหม? ในประโยคคำถามที่ไม่มีกิริยาช่วยในประโยคเอา do , does , did มาช่วยตั้งคำถามด้วย
แต่คราวนี้เป็นอดีตจะได้เป็น Did everyone smile? มี did แล้ว กริยาไม่ต้องเติม d ให้เป็นรูปปกติเลยเป็น base form เลยนะคะ

ทำไมทุกๆคนถึงยิ้มล่ะ ทำไมทุกๆคนยิ้มล่ะ ในอดีต แค่เอา why เข้ามาแค่นั้นเองค่ะ Why did everyeone smile? 

อีกสักรอบหนึ่งเพื่อความคล่องตัว ทุกคนยิ้มเมื่อไหร่หรอ ทุกคนยิ้มเมื่อไหร่หรอ? เป็นอดีตเขาจะได้เป็น when did everyone smile?  

หล่อนกำลังจะไปออกเดทแล้วลองมาใช้สิ่งที่กำลังดำเนินอยู่นะ
ซึ่งความแตกต่างระหว่างปัจจุบันพวก present simple กับ present continuous
ตรงที่ว่า present simple เนี่ยเขาจะพูดถึงสิ่งที่เป็นปัจจุบัน เป็นกิจวัตร เป็นสิ่งที่มันเกิดขึ้นปกติของมัน ไม่มีอะไรแปลกใหม่ อย่างเช่น
ฉันทานข้าวเช้า 08:00น. นะ มันเป็นปกติอยู่แล้ว
มันเป็นสิ่งที่ทำเป็นปกติหรือว่าฉันไปทำงานโดยรถบัส ฉันไปนั่งรถบัสไปทำงานทุกๆวันเลยปกติไม่มีอะไรพิเศษ
แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่จะใช้ในกรณีที่เราเห็นอยู่แล้วอ่ะ อ๋อกำลังทำกำลังพูดอยู่เห็นว่าปากพูดนั่นพูดนี่ กำลังพูดอยู่ก็คือ present continuous
ซึ่งรูปปกติมันประธาน + is,am,are+verb -ing
แค่นั้นจบนะ

จะพูดถึงว่า หล่อนกำลังจะไปออกเดท ลองเดาสักนิดนึง กลุ่มคำศัพท์ที่จะบอกว่าไปออกเดทภาษาอังกฤษว่ายังไงคะ
go on a date สำนวนนี้เลย แปลไม่ได้ตรงตัว แต่ถ้าเราติดคิดไทย จะใช้อะไรดี
เอาอันนี้ไปใช้เลยง่ายสุด หล่อนกำลังจะไปออกเดทตอนนี้ กำลังไปแล้วเห็นกำลังขับรถไปอยู่เลยตอนนี้ แน่นอน She is going on a date กำลังจะไปออกเดทเลย

ฉันบ้าง ฉันกำลังจะไปเดท I’m going on a date.

พวกเขากำลังจะไปเดทกันนะ พวกเขากำลังจะไปเดทกันเห็นเขาจูงมือกันไป They are going on a date. กำลังจะไปเดทกันนึกออกไหม 

หล่อนกำลังจะไปเดทใช่ไหม? แต่กรณีนี้มันมี is มาอยู่ด้วย
เอา is มาช่วยในการตั้งประโยคคำถามได้เลย เป็น present continuous นะค่ะ จะได้เป็น Is she going on a date? นี่หล่อนกำลังจะไปเทอใช่ไหม
หรือเนี่ยฉันกำลังจะไปเดทใช่ไหมตอนนี้ ดูฉันแต่งตัวแบบนี้เรียบร้อยพร้อมแล้วกำลังจะไปเดทใช่ไหม เนี่ยฉันจะไปใช่ไหม
Am I going on a date?

คุณกำลังจะไปเดทใช่ไหม ดูแต่งตัวดูหน้าก็รู้แล้ว ยิ้มแย้มขนาดนี้ แล้วก็แต่งตัวสวยขนาดนี้
Are you going on a date? เริ่มคล่องแคล่วไหมคะ

หล่อนกำลังจะไปเดทที่ไหนหรอ
เอา where มานะคะ หล่อนกำลังจะไปเดทที่ไหน
Where is she going on a date? คุณกำลังจะไปเดทที่ไหนหรอ

ประโยคต่อไป ฉันกำลังช่วยแม่ของฉันทำอาหารอยู่นะ ฉันกำลังช่วยแม่ของฉันทำอาหารอยู่เป็น present continuous แน่นอนเลยเพราะว่ากำลังหั่นผัก กำลังสับหมูอยู่เลย กำลังทำแน่นอนเลยนะคะ
I am helping my mom cook. กำลังช่วยคุณแม่ของฉันทำอาหารอยู่เลย 

นี่ฉันกำลังช่วยแม่ทำอาหารอยู่ใช่ไหม
จำได้ไหมคะ คำถามที่เป็น present continuous แค่เอา is , am ,are มาช่วยในการตั้งคำถามได้เลย Am I helping my mom cook? 

คุณกำลังช่วยคุณแม่ของคุณทำอาหารอยู่ใช่ไหม
Are you helping your mom cook? 

ถ้าจะถามว่าหล่อนกำลังทำอะไร ลองเดาสิว่าหล่อนกำลังทำอะไร?
ง่ายสุดๆเลยค่ะแค่เอา what มา แล้วก็เรียงไปอยู่แบบนี้เลย
what is she doing? คำถามนี้นะคะได้เจอบ่อยแน่ได้ใช้บ่อยแน่ๆเลย มันใช้ได้หลายสถานการณ์เลยอย่างเช่น
อาจจะถามตัวเองบ้าง เราได้รับมอบหมายให้มา present งานเสร็จแล้วพูดผิดๆถูกๆขายหน้ามากๆเลย
แล้วถามตัวเองว่าฉันมาทำอะไรที่นี่ดูขายหน้าหมด what am I doing here? แล้วฉันมาทำอะไรที่นี่ ดูสิขายหน้าหมดเลย

ลองถามสิว่าคุณมาทําอะไรที่นี่ วันนี้คุณมาทําอะไรที่นี่ what are you doing here? คุณมาทำอะไรที่นี่อะ

ลองมาดูอีก pattarn หนึ่งบ้าง ที่จะถามคำถามที่มี adjective
อย่าลืมว่า ด้วยความที่ adjective เกิดขึ้นเองได้ไหม? ไม่ได้ต้องมี verb to be แต่งง่ายที่สุดเลย
เราชอบคำถามที่มี adjective ในประโยคเพราะว่าแค่เอา verb to be มาช่วยในการตั้งคำถามโดยการเอามาอยู่ข้างหน้าประโยคได้เลย แค่นั้นจบเลย
แล้วยิ่งจะถาม Wh-question อีกด้วยเอา Wh-question มาก่อนเลยแล้วก็ค่อยเรียงประโยคเหมือน yes-no question 

มาดูตัวอย่างเลยแล้วกัน คุณหิว พูดถึงว่าคุณหิวก่อนละกันนะคะ จะพูดได้ว่า

You are hungry. 

ถ้าฉันหิวว่าอย่างไรคะ I am hungry.

หล่อนหิว ว่าอย่างไรคะ She is hungry. 

พวกเราหิวแล้วนะ ว่าอย่างไรคะ We hungry are hungry.

คำถามบ้าง คุณหิวไหม ชอบมากๆเลยประโยคคำถามที่มี adjective ในประโยค แค่เอา is, am , are มาไว้ข้างหน้า
Are you hungry? คุณหิวไหม แค่นั้นเองค่ะ 

ทำไมคุณหิวอีกแล้ว ทำไมคุณถึงหิวอีกแล้ว เอา why มาไว้ข้างหน้าแค่นั้นเอง Why are you hungry? 

ทำไมคุณถึงหิวอยู่ตลอดเวลาเลยอ่ะ ลองเดาซิ ทำไมคุณถึงหิวตลอดเวลาเลย Why are you always hungry? ได้ไหม อันนี้ใช้บ่อยมากๆเลย 

หล่อนสูงนะ หล่อนสูง ง่ายๆเลย
สูง ขยายว่าเราเป็นคนนั้นเป็นคนสูง ดังนั้นเกิดขึ้นเองได้ไหม? ไม่ได้ ต้องมี is มาด้วย She is tall.

หล่อนสูงไหม แค่เอา is มาไว้ข้างหน้า Is she tall? 

ใครสูง เอา who มาค่ะ
เชื่อไหมคะ ต้องมีคนบอกว่า who is she tall? ใช่ไหม
เพราะว่าคุณอ่านมาตรงเป๊ะๆ ลองคิดดูดีๆนะ ถามหาว่าใครสูง ไม่จำเป็นต้องมีหล่อนในประโยคนี้
เพราะไม่ได้พูดถึงหล่อนเลย แต่แค่จะถามว่าใครสูง เรียงประโยคสั้นๆแบบนี้ได้เลยค่ะ
Who is tall? อันนี้แปลว่าใครสูง แต่ถ้าถามว่า who is she tall? ไม่มีนะแบบนี้ แปลไม่ได้เลย 

อาหารรสจัดไม่ดีต่อตัวคุณนะ อาหารรสจัดไม่ดีต่อตัวคุณ ยาวขนาดนี้ก็งงเลยจ้ะ
หาประธานมาก่อน ประธานของประโยคนี้คืออาหารรสจัดนั่นเอง
แน่นอน spicy food ไม่ดีต่อตัวคุณนะ Spicy food is not good for you. หรืออีกความหมายนึงมันก็คือ Spicy food is bad for you. ได้เหมือนกัน
อาหารรสจัดเนี่ยมันแย่ต่อคุณนะ อย่ากินเลยใช้ได้ทั้งสองแบบ 

ลองถามมันซิ อาหารรสจัดเนี่ยมันดีต่อตัวคุณไหม?
yes-no question แค่เอา is มาไว้ข้างหน้าเอง นี่คือความสนุกของคำถามที่มี adjective ในประโยค
Is spicy food good for you? 

ทำไมอาหารรสจัดถึงไม่ดีต่อตัวคุณละ ได้ไหมคะ ท้าทายตัวเองโดยการสร้างประโยคคำถามในเชิงปฏิเสธ
ทำไมอาหารรสจัดถึงไม่ดีต่อตัวคุณละ เอา why มาเลย why วางไว้ตรงไหนคะ และเอา not ไว้หลัง is แค่นั้นเองค่ะ
Why is not spicy food good for you?

ฝรั่งส่วนใหญ่ชอบถาม คำถามแบบปฏิเสธตลอดเลย
เหมือนเวลามีคนชอบถามประมาณว่า
ไม่ชอบหรอ? ซื้อขนมมาให้
แต่เราทานแล้วหน้าตาเราบ่งบอกเลยว่าไม่ชอบ เขาก็จะถามว่า don’t you like it? เธอไม่ชอบมันหรอ? แทนที่จะบอกว่า do you like it?
เพราะเขารู้อยู่แล้ว จากหน้าตาของเราอยู่แล้ว ดังนั้นถามเลย don’t you like it เธอไม่ชอบมันหรอ
หรือว่าคุณไม่รักฉันหรอ ว่าอย่างไรคะ
Don’t you love me ทั่วๆไปก็ Do you loeve me?
แต่คราวนี้ขอแบบนอยๆ งอนๆนิดนึงไง เธอไม่ได้รักฉันหรอ เธอไม่ยอมพาฉันไปเที่ยว เธอไม่รักฉันหรอ
Don’t you love me. ลองเรียงประโยคคำถาม ประโยคปฏิเสธ ลองเรียงหลายๆแบบ ค่อยๆเรียนรู้ไป 

ทำไมอาหารรสจัดถึงแย่ต่อคุณ Why is spicy food bad for you?
เมื่อกี้เรารู้อยู่แล้วว่า spicy food แล้วเราลองถามอะไรหรอที่แย่ต่อตัวคุณ ลองเดาสิ
แน่นอนเพราะอะไร what แน่นอน จะถามหาสิ่งที่แย่ดังนั้นอย่าเอา spicy food มาอยู่ในประโยคนะคะ
พวกคุณจะถามหามันใช่ไหม แล้วคำตอบมันคือ spicy food
ดังนั้น spicyfood จะต้องไม่อยู่ในประโยคคำถาม
อะไรล่ะที่มันแย่ต่อตัวคุณ? ถามแบบนี้ได้เลยค่ะ
What is bad for you? อะไรที่มันแย่ต่อคุณ
ถ้าจะถามหา spicy food ดังนั้นอย่าให้ spicy food อยู่ในประโยคนี้ เหมือนเมื่อกี้ถูกไหมจะถามว่าใครเป็นคนสูงนะคะ ใครเป็นคนสูงอย่าเอาคนที่สูง หรือชื่อคนที่สูงมาอยู่ในประโยคคำถามนี้
เพราะคุณจะถามหาเขา เหมือนอันนี้คุณจะถามหาว่าอะไรล่ะที่มันไม่ดีต่อสุขภาพของคุณ ดังนั้นจะเอาอันที่ไม่ดีอ่ะหรือชื่อของสิ่งที่ไม่ดีมาอยู่ในประโยคนี้นะคะโอเคไหม

อันนี้คือวิธีการง่ายๆ มาดูเพิ่มเติมกันดีกว่า

มันดีนะที่จะทำอะไรหลายอย่างที่แตกต่างกัน มันก็น่าจะดีนะมันดีเลยล่ะ ที่จะทำอะไรหลายๆอย่างที่แตกต่างกัน
It’s good to do different things. มันดีนะ ที่จะทำอะไรที่ต่างไปหน่อย 

มันแย่นะ ที่จะทำอะไรที่แตกต่างกันเยอะ
แค่เอา bad มาใส่เป็น It’s bad to do different things. 

มันดีไหม ที่จะทำอะไรหลายๆอย่างที่แตกต่างกัน
ถามว่าใช่หรือไม่ใช่ แค่เอา is มาไว้ข้าง
หน้าแค่นั้นเอง
Is it good to do different things? มันดีไหม ที่จะทำอะไรที่มันแตกต่างกัน ถามว่าใช่หรือไม่ใช่ แค่เอา is มาไว้ข้างหน้า

ทำไมมันถึงดีที่จะทำอะไรที่แตกต่างกัน
เอา why มาไว้ข้างหน้าเหมือนเดิมเลย why is it good to do different things?

ที่นั่งนี้ นั่งสบายจังเลย  ที่นั่งตรงนี้นั่งสบายจังเลย
ให้คำว่า comfortable ที่แปลว่า สบาย
นี่ที่นั่งตรงนี้ นั่งแล้วสบายมากๆเลย This seat is comfortable.

ที่นั่งตรงนี้ นั่งแล้วสบายไหมคะ
เอา is มาไว้ข้างหน้าแค่นั้นเอง Is this seat comfortable?

ทำไมใช้ seat อะคะ
เวลาเราไปดูหนังไปขึ้นรถบัสรถเมล์หรือว่ารถไฟฟ้า เครื่องบินหรืออะไรก็ตาม
ที่นั่งของเราเขาจะเรียกว่า seat ถูกไหมคะ
This is my seat ที่นี่คือที่นั่งของฉันหรือเวลาจะไปจองที่โรงหนัง จะไปจองที่นั่งล่ะคือ seat เหมือนกันจองตั๋วแล้วเราต้องเลือกที่นั่งบนเครื่องบิน
โอเคงั้นก็คือ seat เหมือนกัน เขาใช้คำนี้กันค่ะ

ทำไมที่นั่งมัน comfortable จังเลยอ่ะ
แค่เอา why มาไว้ข้างหน้านะคะ
Why is this seat comfortable? ทำไมที่นั่งตรงนี้ มันนั่งสบายจังเลย
comfortable คำนี้ ยังได้อีกความหมายนึงคือ ทำให้รู้สึกสบาย รู้สึกสบายใจ เช่น
ฉันรู้สึก comfortable มากๆเลยนะตอนนี้ฉันอยู่กับคุณ หรืออาจจะรู้สึกว่า relax เวลาอยู่ด้วยกันรู้สึกว่ามันดีทุกอย่างมันดีมันสบายใจมากเลย
I feel comfortable when i’m with you. รู้สึก ok มากๆเลยเวลาที่ฉันอยู่กับคุณ เอาไว้เวลาที่จะไปจีบหนุ่มแล้วก็อย่างนี้ได้เลยนะ 

แต่ว่าลองปฏิเสธบ้างว่าฉันรู้สึกไม่โอเคเลยเวลาที่ฉันคุยกับบอส คือพูดง่ายๆฉันไม่ชอบบอสคุยกันทีไรรู้สึกอึดอัดหงุดหงิดเบื่อมากเลยชอบสั่งนั่น สั่งนี่
I don’t feel comfortable when I speak to my boss. แบบนี้ได้เลย
ซึ่งได้ 2 กรณีอันดับแรกก็คือตรงนั้นตรงนี้รู้สึกว่าไปนั่งแล้วแล้วมันรู้สึกว่ามันสบายอ่ะ
อีกกรณีนึงคือฉันรู้สึกโอเคจะรู้สึกแฮปปี้รู้สึกทุกอย่างเลยเวลาที่ฉันทำนั่นทำนี่เพราะฉะนั้นใช้ comfortable ได้เลย

พวกเขาต้องเครียดแน่เลย
เราให้คำว่าเครียด ก็คือ stress
อันนี้คือความเครียดนะเวลาที่ทำงานมาหนักทุกอย่างมีแต่ปัญหามันอยู่ในภาวะตึงเครียดที่แบบเครียดมากๆให้ใช้ stress แต่เป็น adjective นะคะ
พวกเขาต้องเครียดแน่เลย ใช้ must ถูกไหม
They must be stressed อยู่หลัง modal verb อย่าลืมใส่ be เป็น base form ของ is , am ,are ให้ด้วยค่ะ
They must be stressed 

พวกเขาต้องเครียดป่ะ
แค่เอา must มาอยู่ในประโยค
Must they be stressed?
คือง่ายที่สุดเลยถ้าในประโยคมี modal verb เอามาช่วยในการสร้างประโยคคำถามได้เลยประโยคมันจะง่ายขึ้นนะคะ
และอย่าลืมหลัง modal verb เป็นกริยาที่เป็น base form ไม่ต้องเปลี่ยนรูป ไม่ต้องเติม s,es อะไรทั้งสิ้นและอย่าลืมว่า base form ของ is,am,are คือ be นะ

ทำไมพวกเขาจะต้องเครียดด้วย why มาก่อนเลยค่ะ
why must they be stressed? ทำไมพวกเขาต้องเครียดด้วย 

แล้วทำไมฉันต้องเครียดด้วย ด้วยความที่ทำงานหนักอยู่แล้วแล้วก็แบบนั่นนี่นั่นเยอะแยะมากมาย ทำไมฉันต้องมาเครียดด้วย
why must I be stressed?  ง่ายไหม แค่นี้เองนะค่ะ ชีวิตก็จะง่ายขึ้นแค่กล้าเปลี่ยนนะ

คราวนี้เราลองมาถามโดยการใช้ Who บ้าง เป็นตัวที่ค่อนข้างจะซับซ้อนที่สุดและมีหลายรูปแบบนั้นมีอยู่ 2 แบบ

เราจะให้เลือก 2 แบบ มาดูตัวอย่างกันเลย ข้อแตกต่างระหว่าง 2 ประโยคนี้ก่อน แล้วให้ทุกคนดูซิว่า ทำไมมันใช้แบบนี้นะคะ
อันแรกเลย 2 อันนี้นะ 
ประโยคแรกคือ
Who hepled you? & Who did you help? ลองเดาสิประโยคแรกแปลว่าอะไร มันคืออะไร เขาจะถามหาอะไร และ ประโยคที่ 2 แปลว่าอะไร เขาจะถามอะไร เขาถามหาอะไรคะ

  • ในประโยคแรกนะคะเขาถามว่าใครช่วยคุณหรอ? พูดถึงอดีต สิ่งที่จบไปแล้ว 

  • ประโยคที่สอง คุณไปช่วยใครหรอ? ทั้งหมดทั้งมวลคือพูดถึงอดีต ต่างกันโดยสิ้นเชิงเลย

  • ประโยคแรก ถามหาผู้ที่กระทำ ไม่ต้องมีกริยาช่วยมาช่วยในการสร้างประโยคคำถาม 

  • ส่วนประโยคที่สอง ถามหาผู้ถูกกระทำ นั่นเอง ดังนั้นเอากริยาช่วยมาใช้ในการตั้งคำถาม verb to do มาช่วยในการตั้งคำถาม

ประโยคถัดไป Who calls you? & Who do you call? ต่างกันอย่างไร

  • ประโยคแรกคือ ใครโทรหาคุณ นั่นเอง
    ถามหาผู้กระทำ ถามหาว่าใครเป็นคนโทรมา พอดีเห็นโทรศัพท์เข้ามา ถามหาคนที่โทร ถามหาคนที่กระทำนั่นเองค่ะ  ไม่ต้องมีกริยาช่วยในการสร้างประโยคคำถาม 

  • ประโยคที่สองคือ คุณโทรหาใคร ถามหาคนที่ถูกโทรหานะ ดังนั้นเอากริยาช่วย verb to do มาช่วยในการสร้างประโยคคำถามด้วยค่ะ

ประโยคสุดท้าย มาดูประโยคสุดท้ายกัน
Who said hello to you? ใครพูดสวัสดีค่ะคุณนะ เมื่อกี้เห็นนะมีคนพูดสวัสดีกับคุณถูกไหม
แน่นอนจะถามหาคนที่เขาพูดสวัสดี ถามหาคนที่กระทำหรือคนที่พูดนั่นเองนะคะ Who said hello to you? กับอีกประโยคนึง Who did you say hello to?

คุณไปสวัสดีใครมา เมื่อกี้เห็นสวัสดีทั้งงานเลย ถามหาคนที่ถูกสวัสดี ถามหากรรมนั่นเอง ถูกกระทำ
Who did you said hello to? ไปสวัสดีใครมาอีกแน่นอนเลย

เห็นไหมคะนี่คือข้อแตกต่างระหว่างการทำทั้ง 2 แบบนั้นโดยใช้ who ในการสร้างประโยคคำถาม  

  • จำได้ไหม? ถามหาผู้กระทำต้องมีกริยาช่วยไหมคะ? – ไม่ต้องมี
    แต่เมื่อไรก็ตามถามหากรรม หรือผู้ถูกกระทำ เอากริยาช่วยมาช่วยในการสร้างประโยคคำถามด้วย

นี่คือข้อแตกต่างยังไม่ทันไม่มีปัญหา อย่า expect ว่าคุณจะต้องรู้เรื่องต้องเป๊ะในวันนี้นะคะ ขอให้เอากลับมาทวนนะ
ความถูกต้องมันพัฒนาได้อยู่แล้ว อย่าลืมนะคะ ขอเตือนสตินิดนึง
วิธีการเรียนรู้แบบเดิมของคุณ คุณแค่รู้ว่า who แปลว่าใคร when แปลว่าเมื่อไหร่ why แปลว่าทำไม คุณรู้แค่เนี้ยมันไม่ทำให้คุณเรียงประโยคให้ถูกต้อง
ดังนั้นอย่าเอาวิธีการเดิมมาใช้นะคะ อย่าแค่รู้ว่ามันแปลว่าอะไร คุณต้องรู้จากการลงมือทำการลงมือทำครั้งนี้ คือลงมือฝึกลงมือเรียนรู้ลงมือทำซ้ำๆ ใช้ซ้ำๆ
จากประโยคต้นแบบที่หลากหลายนี่คือวิธีการที่แนะนำเลย