Part of speech Copy

สวัสดีนักเรียนทุกๆคนเลยนะคะวันนี้เราจะมาเรียนกันเรื่องของ Part of speech หรือว่า ชนิดของคำ
ทำไมเราต้องกลับมาเรียนเรื่องนี้ หลายๆคนที่มีปัญหาการเรียงประโยคนะคะ

เรียงประโยคไม่ถูกต้อง
ไม่รู้ว่ามันเป็น verb หรือ adj
ไม่สามารถถามตอบ หรือ ว่าปฏิเสธได้เลยนะคะ

ส่วนนึงเป็นการไม่เข้าใจชนิดของคำ เดี๋ยววันนี้เราจะมาเรียนรู้กัน
แต่ก่อนอื่นเลยขอให้ทุกคนโฟกัสที่ตัวอย่าง และ วิธีใช้ของมันนะคะ
เราจะไม่โฟกัสหลักการใดๆทั้งสิ้น
ให้สังเกตตัวอย่างให้เยอะที่สุด

โฟกัสให้ถูกจุดถ้าคุณโฟกัสผิดจุด
คุณจะเครียดทันทีเลย ตัวอย่างเป็นยังไงบ้าง
ดูตัวอย่างให้เยอะที่สุด และเข้าใจวิธีใช้ของมัน

ขอแค่นี้พอนะคะ

*****มัน ดู มี กี่ ชนิด ทั้งหมดมี 8 ชนิด นะคะไม่ว่าจะเป็นคำนาม สรรพนาม กริยา คำวิเศษณ์ คำคุณศัพท์ คำบุพบท คำเชื่อม คำอุทาน คริสปีจะ ไม่พูดทุกอย่างนะคะ เราจะมาเรียนรู้แค่สิ่งที่มันจำเป็นก่อนแล้วใช้บ่อยที่สุดก่อนและควร ที่จะทำ ความเข้าใจมากที่สุดก่อนนะ คือ คำนาม คำสรรพนาม กริยา หรืออาจจะเป็น คำคุณศัพท์ด้วย มีปัญหาเยอะมาก ว่าถ้าคุณไม่เข้าใจพวกนี้ปุ๊บ คุณจะเรียงประโยคไม่ถูกต้องเลยนะคะ มาดูคำนามก่อน คำนามทำหน้าที่ได้ทั้งเป็นประธาน และ เป็นกรรมของประโยคนะคะ อย่างเช่น ชื่อ คนนะ Lisa หรือว่า Dog (หมา) ออกสียงตามด้วยนะคะ , thing พวกสิ่งของทั้งหลาย มือถือ โต๊ะ คอมพิวเตอร์ ครีม หรือว่า ประตู พวกนี้นะคะ , place พวกสถานที่ต่างๆพวกห้าง พวกโรงเรียน ออฟฟิศ บอกได้ว่าเป็นสถานที่ต่อไป success คือ ความสำเร็จพรุ่งนี้ก็ เป็นผู้การ

 

การอ่านหนังสือ การท่องคำศัพท์ การนอน แล้วก็ ความรัก ความดี ความสำเร็จ ความมีระเบียบวินัย พวกนี้เป็นคำนาม พวกการ พวกความ เป็น ต้น นะ คะ 

ตอนนี้มาดูสรรพนามตัวนี้ อยากจะให้เน้นมากๆ ซึ่งจะเน้นมากๆ ในบทเรียนนี้ เพราะว่าหลายๆคนใช้ผิดกันเยอะนะคะ I, You, We, They, He , She , It , His, Her , Mine หรืออื่นๆเดี๋ยววันนี้จะได้เรียนรู้กันจริงๆ เพราะว่าพบว่าใช้ผิดกัน บ่อยนะคะ วันนี้มีตัวอย่างเยอะมาก

กริยา หรือ verb นะ คะ มันเป็นตัวที่บอกการกระทำของ คำนาม บ่งบอกเลยว่าใครทำอะไร มี action อะไร นะคะจะมีการขยับเคลื่อนไหว ตัวอย่างนะ drink , learn , think , walk , eat นี่ก็บ่งบอกเลยว่า เป็นการกระทำของคำนาม

 

อย่างเช่น ฉันดื่ม ฉันเรียนรู้ ฉันคิด ฉันเดิน ฉันอ่าน ฉันวิ่ง ฉันร้องเพลง หล่อนชอบเขา หล่อน รักเขา หล่อนกอดเขา เห็นไหมคะทุกอย่าง เป็นการกระทำของคำนามทั้งนั้นเลย  ฉันซื้อโทรศัพท์ใหม่ หรือว่า ฉันถือกระเป๋าเป็นการกระทำละ  ถือกระเป๋า ฉันกระโดด 

ฉันเรียนรู้อย่างนี้ เป็นต้น

ที่คริสปีพูดอยู่ตอนนี้ก็เป็นการกระทำนะ เป็นการขยับเคลื่อนไหว หรือ อะไรอย่างนี้เป็นต้น ตำแหน่งของมันสำคัญที่สุดอยู่หลังประธานนะคะ
นี่คือ ตำแหน่งง่ายสุดเลย ตอนนี้มาดูคำวิเศษณ์บ้าง หรือ adverb นะคะ นี่คือขยายกริยานั้นเองนะคะ อย่าง เช่นเร็ว ช้า แต่ว่า เหมือน เดินเร็วๆ เดินช้าๆ แบบนี้ เป็นต้นนะคะ ก่อนอื่นเลย เราต้องรู้ก่อนว่า กริยาคืออะไร

 

ถ้ามันบ่งบอกถึงการกระทำของคำนามแล้วอย่างเช่น การเดิน เดินเร็ว เดินช้า เดินอย่างระมัดระวัง อาจจะไป ร้องเพลง ร้องเพลง นี้ คือเป็น กริยาขยายว่าลักษณะของการร้องเป็นยังไง ร้องเร็ว ร้องเพราะ ร้องดี นะคะ เหมือน ขับรถ ขับรถ เร็ว ขับรถอย่างระมัดระวัง อย่างนี้เป็นต้น เพื่อการขับรถ เป็นการกระทำนะคะ เป็นการกระทำใช่ไหม คราวนี้ขับอย่างระมัดระวัง ก็ drive carefully เป็นต้นนะคะ หรือว่าอาจจะบ่งบอกถึงความถี่ ก็ได้ always , often อะไรอย่างนี้เป็นต้น นะ คะ นี่คือคำ วิเศษณ์ ทำหน้าที่ขยายกริยา ขยาย adj ก็ยังได้ ขยายตัวมันเองก็ยังได้อีกอย่าง เช่น จะบอกว่าคริสปีเป็นคนที่พูดภาษาอังกฤษได้ค่อนข้างที่จะสวยงามได้เหมือนกันนะ Crispy speaks  English beautifully.

 

beautiful เป็น adjective นะคะ บอกลักษณะของคำนามแต่คราวนี้มันสามารถทำให้เป็น adverb ได้โดยการเติม ly เน้นนะคะ หลายตัวสามารถ เติม ly ได้ นะคะ คริสปีสามารถ ร้องเพลงได้อย่างสวยงาม action ก็คือ ร้องเพลง ถูกไหม เป็น action ว่าคริสปี ร้องเพลงแต่คราวนี้จะบอกขยายว่าร้องเพลงได้สวยงามมาก sing beautifully หรือว่า สามารถพูดได้อย่างสวยงามเหมือนเวลาที่พูดเนี่ยรู้สึกว่าคริสปีพูดได้ไพเราะมาก พูดได้สวยงามมาก Speak beautifully , Crispy speaks beautifully เห็นไหม ได้หมดเลยนะคะ คริสปีคะแล้วทำไม fast ถึงไม่เติม ly , fast เป็น adverb ได้โดยไม่ต้องเติม ly นะคะ นี่คือเป็นข้อยกเว้นของคำศัพท์คำนี้ คือ  fast ไม่ ต้อง เติม ly ให้ มันก็ได้นะคะ แสดงออกว่าเป็น adverb ได้เลย I walk fast

 

I speak fast ได้เลยนะคะ ต่อไปคำคุณศัพท์ adjective ทุกคนงงมากๆเลยอ่ะ adjective คืออะไรมันทำหน้าที่ขยาย คำนาม เพื่อบ่งบอกว่าลักษณะเป็นยังไง นิสัย หรือว่า คุณสมบัติ เป็นยังไงบ้างนะคะ แล้วจะเป็น ดี ไม่ดี เหมือนสมมุติ ว่า ลองเดา ลองคิดตามนะคะ พูดถึงมือถือ มัน เป็นคำนาม อยู่แล้ว คราวนี้ถ้าเราจะขยายมันว่าลักษณะมันเป็นยังไงบ้าง มีขนาดเป็นยังไงบ้าง มันใหญ่ มันหนัก มันดีมากๆเลย หรือว่า อันนี้มันไม่ดีอ่ะ คือพี่ไม่ชอบ เพราะว่า มันไม่เร็วพอ มันช้า มาก ๆ เลย อันนี้บ่งบอกเลยว่าเป็น คุณสมบัติยังไง ลักษณะยังไง มัน useful มีประโยชน์  มาลองดู คนกันบ้าง คน เป็นคำนามแน่นอน เราจะบอกลักษณะของคนยังไงให้ทุกคนลองเดาสิว่า


คริสปีเป็น
คนยังไง ลักษณะยังไง คริสปีเป็นคนที่หน้าตาดีมากๆเลย นะคะ beautiful  อย่างแรก เป็นคนที่เตี้ยขยายเราเป็นคนเตี้ยนะ นี่ก็เป็นหรือ ว่าเป็นคนที่พูดเยอะใช้ talkative  ก็ได้นะคะ  เป็นคนที่รู้จักพูด รู้จักคุย หรือว่า เป็นคนใจดี แล้วเป็นอะไรอีกบอกลักษณะมาซิ เป็นคนที่ชอบช่วยเหลือคน สมมุติอย่างนี้เป็นต้นนะคะ ลองพูดถึงใครดี ลองพูดถึงคอมพิวเตอร์บ้าง บอกลักษณะของคอมพิวเตอร์ที่เราใช้อยู่มันมีลักษณะอย่างไร มันเป็นสีขาวนะ แล้วมันสามารถใช้ได้หลากหลาย มันมีประโยชน์มากๆเลย แล้วมันก็สำคัญมากๆเลย เพราะคริสปีต้องใช้ทำงานตลอดเวลา 24 ชั่วโมง อย่างนี้เป็นต้นนะคะ คือขยายคำนามอะไรก็ตามที่เพิ่มข้อมูลว่า มันเป็นยังไงบ้าง มันมีคุณสมบัติยังไงบ้าง อย่างนี้เป็นต้น นะคะ นี่ คือ adjective แน่นอน 

 

เอาตัวอย่างนะ angry ,beautiful, happy , tall , rich ทั้งหมดทั้งมวลนี้ขยายหมดเลยนะว่าคำนามเป็นอย่างไร รู้สึกอย่างไร โอเคไหม สูงก็ขยายแล้วว่า ผู้ชายคนนี้เป็นคนสูงนะคะ ตำแหน่งของมันหลังจะอยู่ verb to be นะคะ เกิด ขึ้น เอง ไม่ได้  ต้อง อยู่หลัง is ,am ,are ให้มันหน่อยนะคะ ก็เกิดขึ้นเองไม่ได้อยู่หลัง verb to be หรือหน้าคำนาม อย่าง เช่น A pretty girl ผู้หญิงน่ารัก หรือว่า a happy dog หมาที่ร่าเริง มีความสุขตลอด A happy dog

นี่คือหน้า คำนาม , A tall man หน้าคำนามผู้ชายสูง 

คราวนี้มาดูคำบุพบท preposition “in ,on, at ,under” ทั้ง หลายนะคะ conjunction คำเชื่อม and , but , although , though พวกนี้เป็นคำเชื่อม แต่ , แล้วก็ 

ต่อไปคำอุทาน  awesome มันโครคเยี่ยมเลย , great เพื่อทำให้รู้สึกว่ามันน่าสนใจ จริงหรอ? อะไรแบบนี้

 

คราวนี้นะจ๊ะ 3 ประโยค นี้มันจะมีความแตกต่างกันนักเรียนมักใช้ผิดเสมอเลย เดี๋ยวคริสปีจะมาทวนวิธีการสร้างประโยคนะคะ ไม่ว่าจะเป็นบอกเล่า ปฏิเสธ คำถาม เชื่อว่าหลายๆคน มีปัญหามา ดูประโยคบอกเล่า ที่มีการกระทำก่อนที่มี verb  กันค่ะ ประธาน กริยา กรรม อันนี้คือการเรียงประโยคบอกเล่าที่ถูกต้องที่มีกริยานะคะ ต่อไปวิธีการเรียงประโยคปฏิเสธ คือ หลายๆคนเราจะพูดว่า I not go , I not think , I not drink ซึ่งมันไม่ได้ เพราะว่า not จะไม่มีทางอยู่หลัง ประธานนะ จำไว้นะคะ จะต้องเอา verb ช่วยมาใส่ก่อนหน้านั้น จะไม่มีการ I not like him  ไม่ เอา ห้าม ใส่ not หลังประธานจำไว้ นะคะ ห้ามใช้ not หลังประธานโดยเด็ดขาดนะคะจะต้องมี verb ช่วย

 

มาช่วยในการตั้งคำถาม และปฏิเสธ โอเคไหม คำถามเหมือนกันเอา do, does , did หรือว่า verb ช่วยตัวอื่นๆมานะคะ ช่วยตั้งคำถามไว้ข้างหน้าเราจะไม่มีการเรียงประโยคธรรมดาและเสียงสูง เพื่อเป็นคำถามไม่มี  wh question เรียง ประโยคคำถามให้ใส่ wh quesion  ข้างหน้า เดี๋ยววันนี้จะมาเรียนรู้กัน ประโยค adjective เรียงประโยค คือ บอกเล่านะ ประธาน + verb to be + adjective นะคะ เดาได้เลยลองคิดก่อนทุกครั้งนะคะ คริสปีแนะนำวิธีการเรียงประโยคด้วย ตัวเองง่ายๆคือในประโยคนั้น main idea คืออะไร เราจะพูดถึง verb หรือ เราจะพูดถึง adj ซึ่ง เมื่อกี้เราเคลียร์แล้วนะว่า adj คืออะไร

อีกรอบนึง adjective คือการบ่งบอกถึงลักษณะ นิสัย คุณสมบัติ ของคำนามลองคิดตามอีกรอบหนึ่ง ถ้าเราจะขยายว่า คอมพิวเตอร์เครื่องนี้มีคุณสมบัติยังไงบ้าง หรือว่า มือถือมีลักษณะมีคุณสมบัติอะไรบ้าง ทั้งหมดทั้งมวล ต้องใช้คำ คุณศัพท์ แต่อะไรก็ตามที่มันบ่งบอกถึงการกระทำ ถึง action ของ ประธาน อย่างเช่น ประธาน ทำอะไรเอาแค่นี้พอ ประธานทำอะไร ใครทำอะไร ทั้งหมดทั้งมวลมันต้องใช้กริยานะคะ ไม่ว่าจะเป็น ดื่ม กิน หรือ อะไรอย่างนี้เป็นต้นนะคะ คราวนี้ง่ายๆ นึกว่ามันเป็นคำคุณศัพท์ หรือมันจะเป็นกริยา ถ้ามันเป็นกริยาเรียงประโยคประธานกริยากรรมได้เลยค่ะแต่ถ้ามันเป็น adj เกิดขึ้นเองไม่ได้แน่นอน ต้องมี verb to be เข้ามาช่วย ดูตัวอย่างประโยคแรกนะคะ

  1. I sleep on the floor. (verb)  ใช้ floor นะคะ on the floor จำไว้ไปด้วยกันเลยon the floor แค่นี้เอง ฉันทำอะไร อ้อ ฉันนอนนั่นเอง เป็น action แน่นอน เรียงประโยคแบบนี้ได้เลย I sleep on the floor

 

คราวนี้ถ้าฉันจะบอกว่า ฉันไม่ได้นอนอยู่บนพื้น จะไม่ใช่ I not sleep ไม่ได้นะ จำไว้ห้าม not หลังประธาน แน่นอนเอา do , does , did มาช่วยนะคะ มาสร้างประโยคปฏิเสธเป็น

  • I don’t sleep on the floor. นะคะ I , you , we , they หรือว่าประธานหลายๆคนใช้ don’t โอเคไหม , I don’t sleep on the floor.
  • I don’t like it.
  • I don’t think it’s right.
  • I don’t like dogs.

อย่างนี้เป็นต้นนะคะ 

I , you , we , they ทั้งหลายเนี่ยใช้ don’t ไปเลย คราวนี้จะสร้างคำถาม ฉันชอบนอนบนพื้นนะ ฉันชอบนอนบนพื้นมา จำได้ไหม ประโยคคำถามเอา do does did มาสร้างประโยค มานำประโยค จะได้เป็น
Do I sleep on the floor? ฉันนอนบนพื้น
Do I sleep on the floor? การใช้คำถามในประโยค ที่มีกริยาที่มันง่ายเพราะมันเรียงประโยคเหมือนกันหมดเลย แค่เอา helping verb  มาอยู่หน้าประโยค เพื่อสร้างคำถาม เอา do does did หรือ helping verb ตัวอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็น can , could , will , would , shall , should, may , might พวกนี้เป็น helping verb นะคะ เอา helping verb มานำหน้าเป็นประโยคคำถามได้เลย หรือว่า เอามาช่วยในการสร้างประโยคปฏิเสธได้เลยนะ เดี๋ยวมีตัวอย่างนะคะไม่ต้องกลัว

 

 

ต่อไปทำไมฉันถึงไปนอนอยู่บนพื้น เรามีต้นแบบของประโยคคำถามแล้วแค่เอา why มาไว้ข้างหน้านะคะ
Why do I sleep on the floor? ทำไมฉันถึงมานอนอยู่บนพื้น  เริ่มง่ายขึ้น แล้วนะคะ
ดังนั้นจำโครงสร้างปฏิเสธเอาไว้ จำโครงสร้างคำถามเอาไว้หลังจากนั้น wh-questions สบายเลย โอเคไหมคะ

คราวนี้มาดู adj กันบ้างนะคะ
เจนกลัวแมงมุม Jane is scared of spiders หลายๆคนออกเสียงคำนี้ผิดนะค่ะ

คริสปีกลัวแมวมากๆ เจอไม่ได้เลย Crispy is scared of cats นี่คือวิธีการเรียงประโยคที่จะบอกว่ากลัวนั่น กลัวนี่ นะคะ
จะไม่บอก ว่า Crispy is scared of cat ไม่ใช่นะ ต้องเป็น cats ไม่ว่าจะเป็นแมวที่ไหน ก็กลัวนะคะ
cats อย่างนี้ได้เลย Crispy is scared of cats  บางคนกลัวหมา He is scared of dogs
หรือว่าจะเป็น Justin bieber เขากลัวฉลามมากๆเลย Justin bieber is scared of sharks

ถ้าเป็นประโยคปฏิเสธล่ะ? ง่ายมากแค่ใช้ not หลัง verb to be แค่นั้นเองนะคะ จะกลายเป็น Jane is not scared of spiders จำไว้นะคะ
scared of ไปด้วยกันเวลาจำคำศัพท์เป็นกลุ่มคำถ้าคุณไม่จำว่า scared of เวลาเรียงประโยคที่ถูกของคุณก็จะเป็น Jane is scare spiders ไม่เอาแบบนี้นะคะ จำไปด้วยกันกัน scared of ไปด้วยกัน แล้วก็ตามด้วยสิ่งที่คุณกลัว
คริสปี้ไม่กลัวแมวว่าอย่างไร Crispy isn’t scared of cats  อย่างนี้เลยนะคะ หรือว่า Justin เขาไม่กลัวฉลาม Justin isn’t scared of sharks  เขาไม่กลัวหมา He isn’t scared of dogs

คราวนี้มาถามบ้าง Jane กลัวสไปเดอร์ไหม แค่ เอา is มาไว้ข้างหน้าเองค่ะ Is Jane scared of spiders? นี่เจนกลัว spiders ไหม แค่นั้นเอง
ถ้าจะถามว่าใช่หรือไม่ใช่ ประโยค yes, no question นะคะ แค่ เอา is , am ,are มาไว้ข้างหน้าประโยค จบเลย
ที่มันมี adj ถูกไหม Is Jane scared of spiders  สมมุตคริสปีกลัวแมวไหม เอา is มาไว้ข้างหน้าเลย Is Crispy scared of cats? ถ้าจะบอกว่าJane กลัว อะไรหรอ หล่อนกลัวอะไร
เอา what มาไว้ข้างหน้านะค่ะ What is Jane scared of? แล้วคริสปีกลัวอะไร What is Crispy scared of? คริสปีกลัวอะไรอ่ะ ถามว่าพอลกลัว What is Paul scared of? 

จัสตินกลัวอะไร ว่าอย่างไรคะ What is Justic scared of?
จำได้ไหม Justin กลัวอะไร กลัวฉลามนั้นเอง ว่าอย่างไรคะ Justin is scared of sharks
เห็นไหมพอเราเปลี่ยน พอเราสลับประโยคขึ้นโดยใช้โครงสร้างเดิม มันจะแม่นขึ้นนะคะ
หลายคนที่บอกว่า หนูเวลาเรียงประโยคมันไม่คล่องเลยค่ะ ไม่สามารถพูดออกมาได้อัตโนมัติ เพราะเรายังไม่มีประโยคต้นแบบ
หรือว่า โครงสร้างต้นแบบในหัว ดังนั้น ลองสร้างประโยคต้นแบบ

ลองเขียนทุกวัน วันละประโยค 2 ประโยค ก็ลองใช้มันซ้ำๆแล้วเราจะจำโครงสร้างมันได้นะคะ
ความสำคัญของการใช้ความสม่ำเสมอของการใช้มันทำให้เราคล่องมันทำให้เราจำโครงสร้างนั้นได้ดี

ดังนั้นเรามีโครงสร้างในหัวละเราจะเปลี่ยนประโยคได้ง่ายขึ้นนะคะ อย่างที่บอกถ้าสมมุติว่า เรายังไม่มีเวลาเรายังมีข้ออ้างว่าเรื่องของเวลามาเป็นข้ออ้าง
มันจะยาก มันจะไม่คล่องเลย มันจะไม่เคยถูกต้องเลย แนะนำวิธีการฟังนะ เพราะว่าเราเป็นคนที่ชอบความหลอน จากการฟัง
เมื่อไหร่ก็ตามที่เราหลอนจากการฟังแล้ว ฟังบ่อยขึ้นเหมือนเราได้ยินประโยคหนึ่งบอก ว่า Justin is scared of sharks เราจำได้แล้ว มันเป็น adjective แน่นอน

เพราะมันอยู่หลัง  verb to be เราก็จะเริ่มวิเคราะห์ได้เองจากการที่เราแม่นเรื่องของ adj
พอไปฟังแล้วเราจะเริ่มเดาได้เหมือนกับได้ยินประโยคว่า I sleep on the floor ประโยคนี้ ปึ๊บ
เราจะเข้าใจว่า Sleep  เป็น verb แน่นอน 1 คือมันอยู่หลังประธาน 2 มันแสดงถึงการกระทำของประธาน จบเลยนะ

เหมือนเราไปฟังเหมือนเขามาอ่านหนังสือให้เราฝากมา จากง่ายตรงที่ว่าให้ฉันจำประโยคนี้ได้ เพราะเราถึงเวลาที่เราต้องใช้ประโยคนั้นแล้ว
เราดึงประโยคนั้นมาใช้เลยอย่างนี้มันง่ายกว่าถูกไหมคะ เคยได้ยินที่คริสปีพูดคำนี้ว่าเหมือน scared ออกเสียงว่า scared เอามาใช้ละกัน

นี่มันคือง่ายกว่ามากกว่าการที่จะไปท่อง คริสปีไม่ชอบให้ไปท่องนะคะ เพราะว่าถ้าท้องปุ๊บ มันลืมได้ไง มันไม่ได้เกิดจากความหลอนเมื่อไหร่ก็ตามที่
มันไม่ได้เกิดจากความหลอนมัน จะไม่ออกมาอย่างอัตโนมัติถูกไหม

คราวนี้มาถามว่าทำไมเจนถึงกลัว Spiders  Why is Jane scared of spiders?

แล้วทำไมคริสปีถึงกลัวแมว บ้าหรือเปล่าแมวสุดน่ารัก แต่ทำไมคริสปีกลัว Why is Crispy scared of cats?
ช้าๆนะคะ เวลาเราพูดจริงๆ เราชอบแบบกดดันตัวเองให้พูดเร็ว เพราะเราคิดว่า การพูดเร็วมันจะแสดงออกแล้วว่า เราเก่ง
ไม่ใช่มันไม่ได้แบบหมายความอย่างนั้น เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มเราอยากคล่องแล้วอยากถูกต้องแล้วอยาก perfect

ต้องพูดช้าๆก่อนนะคะ ช้ามากๆจะ ทำให้เราสามารถ วิเคราะห์ได้ง่ายขึ้น หรือว่า เราสามารถรู้ลึกมันได้นะ เราสามารถเข้าใจมันได้
หรือแก้ตัวเองได้ทัน หรือ ไม่ตัวอย่างเช่น ทำไมจัสตินถึงกลัวฉลามล่ะ ช้าๆ Why is Justin scared of sharks?
เราจะเริ่มนึกแล้วว่ามันจะเป็นยังไงมันใช้ is am หรือ are แล้ว มันจะเรียงประโยคยังไง ออกเสียงยังไงให้ถูกต้อง
เพราะเราช้าเราสามารถ ค่อย ๆ จินตนาการ ได้เร็วขึ้นแล้วก็ สามารถพูดออกมาได้ ถูกต้อง มากขึ้น

ทำไมคริสปีถึงกลัวมือถือว่ายังไงคะ Why is Crispy scared of phones? พอช้าปุบชัดเจน และ ถูกต้อง อีกด้วยนะคะ 

 

มาดูตัวอย่างที่ 3 

They should leave now. พวกเขาควรออกได้แล้วนะตอนนี้ ควรออกได้แล้วนะ มีกริยาช่วย มาแล้วนะคะ should ควรจะ ใช้ยังไงคะ

should เป็นการแนะนำนะคะ มันใช้เวลาที่จะแนะนำใครให้ทำอะไร คุณควรทำอย่างนั้น คุณควรทำอย่างนี้นะ คุณควรไม่ดื่มเยอะนะ อย่างนั้น อย่างนี้ เป็นต้นนะคะ
ฉันควรที่จะออกได้แล้ว I should leave now.
หรือว่า Jack ควรที่จะไปได้แล้วตอนนี้ Jack should leave now

คราวนี้จะบอกว่า พวกเขาไม่ควรที่จะออก ว่าอย่างไรคะ  They shouldn’t leave now.
ง่ายมากที่สุดเลย แค่เติม not หลัง กริยาช่วย แค่นั้นเอง They shouldn’t leave now พวกเขาไม่ควรออกตอนนี้

ฉันไม่ควรออกตอนนี้เลย I shouldn’t leave now

เขาไม่ควรไปตอนนี้เลย  He shouldn’t go now.  นะคะ หลัง should นะคะ กริยาที่เราจะใช้ he , she , it หลัง he, she ,it อะไร อย่างนี้ถ้ามี should มาช่วยแล้วนะคะ กริยาไม่ต้องเติม s es, ed ไม่ต้องเปลี่ยนรูปนะคะ
He should go ได้ เลย 

  • He should think.
  • He should buy.
  • She should write.
  • She should walk.
  • She should buy.
  • She should say.

ได้เลยนะคะ ไม่ต้องเปลี่ยนรูปให้มันนะคะหลัง should โอเคไหม
เท่านี้ถ้าจะบอกว่าพวกเขา
ควรออกตอนนี้นะ เอา should มา ไว้ ข้างหน้าประโยค แล้วก็ตั้งคำถามได้เลย

Should they leave now? พวกเขาควรออกตอนนี้?

ฉันควรออกตอนนี้ไหม Should I leave now? ให้ฉันไปตอนนี้ดีไหม หรือจะบอกว่า
เขาควรเริ่มตอนนี้ไหม ใช้ start โอเคไหม Should he start now? 

เขาควรที่จะเริ่มตอนนี้ไหมเธอ หรือว่าจะเป็น ฉันซื้อมือถือตอนนี้ดีไหม Should I buy a new phone now? ง่ายสุดๆเลยนะคะ

ทำไมพวกเขาควรออกตอนนี้ Why should they leave now?
ทำไมต้องรีบอ่ะ ทำไมต้องออกตอนนี้ด้วยอ่ะ ใช้อย่างนี้ได้เลย หรือว่า
ทำไมฉันควรที่จะลืมเขาตอนนี้ forget him โอเคไหม Why should I forget him?

ทำไมเขาต้องซื้อตอนนี้ได้ล่ะ Why should he buy it now?
ตอนเริ่มต้นช้าแบบนี้ได้เลยนะคะ เราจะได้แก้ความผิดพลาดของตัวเองได้ด้วย
ไม่ว่าจะเป็น grammar หรือว่า การออกเสียงนะคะ