Part of speech 3

มาดูหน้าตาของมันก่อน แน่นอนมันอยู่หลังคำกริยานะ มันอยู่หลังคำกริยา อย่างเช่น รูปกรรมของ I ก็คือ me รูปกรรมของ you คือ you ธรรมดาเลย รูปกรรมของ we ก็คือ us รูปกรรมของ They ก็คือ them รูปกรรมของ he คือ him รูปกรรมของ she คือ her รูปกรรมของ it ก็คือ it ธรรมดา นะคะ

เดี๋ยวจะยกตัวอย่าง ให้ฟัง แล้วจะเอาคำว่า listen to มาก่อน listen to แปลว่า ฟัง นะคะ เป็นกริยาไปด้วยกันนะ จะไม่ listen you , listen me ไม่เอานะคะ listen to ไปด้วยกันเสร็จแล้ว ถ้าจะบอกว่า ฟังฉัน พูดว่ายังไงคะ ฉัน เป็นกรรมแล้วนะ ก็จะได้ listen to me 

ฟังคุณ = listen to you

ฟังพวกเรา = listen to us

ฟังพวกเขา = listen to them 

ฟังเขา = listen to him 

ฟังหล่อน = listen to her 

ฟังมัน = listen to it หรือ อะไรที่ สัตว์ สิ่งของ เป็นต้น

ถ้าจะบอกว่า คิดถึงนะ คิดถึงฉัน = miss me 

คิดถึงคุณ = miss you 

คิดถึงพวกเรา = miss us

คิดถึงพวกเขา = miss them

คิดถึงเขา = miss him 

คิดถึงหล่อน =  miss her

คิดถึงมัน = miss it 

เห็นไหม ง่ายไหม มาดูตัวอย่างจริงจังกันเลย

 

มาดู call กันบ้าง เหมือนเมื่อกี้  Call แปลว่า โทร
คราวนี้ถ้าจะบอกว่า โทรหาคนนั้น คนนี้
หลายๆ คน ใช้ call to อันนี้ไม่เอานะคะ

call ก็ตาม ด้วยกรรมไปเลย เช่น ถ้าจะบอกว่า โทรหาหล่อน =  call her

หรือถ้าเป็นโทรหาพวกเรา  พวกเรา หรือ we นั้นเอง แต่กรรมของ we คือ us ก็ จะได้เป็น call us 

โทรหาเขา เขาคือ he ประธาน คือ he แต่ว่าถ้าจะใช้เป็น รูปกรรม คือ him แน่นอนว่าจะได้เป็น call him , 

โทรหาพวกเขา พวกเขาคือ they ถ้าเป็น ประธาน นะคะ ส่วนกรรมของ they คือ them นั่นเอง ก็จะได้เป็น call them นะคะ

ถ้าจะ เอามันมาอยู่ในประโยค ทุกครั้งที่เราใช้เป็นแล้ว ในกลุ่มคำเล็กๆ ของเรา เอามันมาใช้ หรืออยู่ในประโยคให้ได้
มันจะสร้างความคล่อง ความถูกต้องให้เราอีกด้วย ถ้าจะบอกว่า “หล่อนเนี้ย โทรหาฉันทุกเช้าเลยนะ” 

หล่อนโทรหาฉันทุกเช้าเลยนะ “หล่อน” แน่นอนประธาน ถูกไหมคะ แปลว่าเป็นอะไรคะ
หล่อน เป็นประธาน คือ she แน่นอน คราวนี้

โทรหาฉัน >  ฉันเป็น กรรม นั้นเอง ก็จะได้เป็น
she calls me every morning  ง่ายขึ้นละ

“เขาโทรหาพวกเราทุกคืนเลยนะ”
เขาโทรหาพวกเราทุกคืน พวกเราเป็นกรรมว่ายังไงคะ โทรหาพวกเรา >  เราใช้ us แน่นอน จะได้เป็น He calls us every night. 
เขาโทรหาพวกเราทุกคืนเลยนะ

มาเข้ากันที่ give กันบ้างค่ะ ที่แปล “ให้” นั่นเอง
“ให้ฉัน” รูปกรรมของ ฉัน คือ me ก็จะได้เป็น give me

“ให้เขา” รูปกรรมของ เขา คือ him ก็จะได้เป็น give him

“ให้หล่อน” รูปกรรมของ หล่อน คือ her ก็จะได้เป็น give her

“ให้พวกเรา” give us 

พอเริ่มคล่องแล้ว เอามันมาอยู่ใน รูปประโยคให้ได้นะคะ

“ฉันจะให้โอกาสเขา แก้ปัญหาที่เรามีอยู่” ซึ่งเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่มันจะเกิดขึ้น ในอนาคตอันใกล้นี้ ดังนั้น
ใช้ will ติดมาด้วยนะคะ จะทำนั่น ทำนี่ ที่ยังไม่ได้เกิดขึ้น ให้ใช้ will มาเสริมด้วยนะคะ ว่ากำลัง….. ก็จะได้เป็น “ฉันจะ ให้ โอกาสเขา แก้ปัญหาที่เรามีอยู่”  I will give him a chance to solve the problem ค่ะ

Solve the problem ไปด้วยกันนะค่ะ
แก้ปัญหานั่นนี่ “solve the problem” ไปเป็นกลุ่มคำ
หลายๆ คน ออกเสียง คำว่า problem ไม่ได้
มันออกเสียงว่า problem ออกเสียงตามด้วยนะคะ

หลายๆ คน สงสัยไหมคะ ทำไมใช้ “the”
แล้วเราจะใช้ the เมื่อไหร่? 

เราใช้ the เมื่อเราพูดถึง สิ่งที่ เรารู้กันอยู่แล้ว ว่าเป็นเรื่องนั้น เป็นเรื่องที่เราคุยกันอยู่ แล้วย้ำว่า เรื่องนี้นะที่เราได้พูดไปแล้ว หรือว่าถ้าจะ บอกว่า ปัญหานั้นน่ะ เรารู้อยู่แล้วว่า ปัญหานั้นเรา แก้ ไม่ได้เลย
เรามีปัญหานี้มานานมาก ๆ ละ คราวนี้เรากำลังจะพูดถึงมัน นั้นเอง ซึ่งเราต่างเข้าใจและรู้ว่า เออ มันคืออะไรหรือเรื่องอะไร โดยไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติมทุกครั้งที่เราจะพูดถึงมันค่ะ

ดังนั้นเราจึงใช้เป็น the problem ได้เลย
I will give him a chance to solve the problem ฉันจะให้โอกาสเค้า แก้ปัญหานั้นนะ
แต่ถ้าเป็น ฉันจะให้โอกาสพวกเขาแก้ปัญหานั้น ๆ
โครงสร้างเดิมเลย I will give them a chance to solve the problem
อย่าลืมนะคะ give a chance ไปด้วยกันนะ
ให้โอกาสก็ give a chance หรือว่าแก้ปัญหาก็ solve the problem ได้เลย

 

คราวนี้มาดู tell บ้าง
tell คือ มีอะไรจะบอก หรือ จะเล่าอะไรให้ฟัง จะเล่าเรื่องนั้น เรื่องนี้ ให้ใครฟัง ค่ะ
ถ้าจะ “บอกพวกเขา” ใช้ว่ายังไงเอ่ย
“พวกเขา” กรรมของ พวกเขา คือ them จะได้เป็น tell them

บอกฉัน = tell me

บอกคุณ  = tell you 

บอกเขา = tell him

ง่าย ๆ เลยค่ะ “หล่อนบอกความจริงกับฉัน”
แต่รอบนี้ เราจะมาลองฝึก ใช้เป็นเหตุการณ์ในอดีตที่เกิดขึ้นไปแล้วค่ะ

 

หากเราพูดถึงอดีต
รูปอดีตของ tell คือ told ค่ะ
หล่อนพูดความจริงกับฉัน หล่อนบอกความจริงกับฉัน

“ความจริง” เราจะใช้ว่า the truth ค่ะ
She told me the truth = หล่อนบอกความจริงกับฉัน 

หล่อนบอกความจริงกับพวกเรา จะเรียงเป็นอย่างไร
ดูจากโครงสร้างเดิม รูปประโยคเดิม เปลี่ยนแค่จาก me(ฉัน) เป็น พวกเรา
ก็จะได้เป็น She told us the truth  ง่ายที่สุด
และอันนี้เป็นตัวอย่างสุดท้ายของ tell ละกันค่ะ
ถ้าเราจะบอกว่า “พวกเราบอกความจริงกับพวกเขา”  เป็นในรูปของ อดีต ทั้งหมด
พวกเราบอกความจริงกับพวกเขาไปละ นั้นแปลว่ามันจบไปแล้ว เป็น อดีต

ก็จะได้เป็น We told them the truth อย่างง่ายเลย

 

ต่อไปมาดู teach กันบ้าง ซึ่งแปลว่า สอน 

สอนเขา เราจะพูดว่ายังไงคะ ในที่นี้ “เขา” เป็น กรรม
สอนกรรม สอนเขา จะได้เป็น teach him

สอนหล่อน =  teach her 

สอนพวกเรา = teach us

สอนพวกเขา = teach them

“ฉันจะสอนภาษาอังกฤษคุณ”
ฉันจะสอนภาษาอังกฤษคุณนั้น ยังไม่เกิดขึ้น ใช้ว่าอะไรดีคะ
อย่างที่บอกไปข้างต้นว่า ถ้าเป็นสิ่งที่ยังไม่เกิดขึ้น แต่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ เราจะใช้ will เสริมเข้าไปค่ะ ก็จะได้เป็น I will teach you ฉันจะภาษาอังกฤษคุณ

แต่ถ้าเป็น “ฉันจะสอนภาษาอังกฤษพวกเขา”
ฉันจะสอนภาษาพวกเขา ก็คือ  I will teach them english.

 พวกเขาจะสอนภาษาอังกฤษฉัน หรือ เดี๋ยวพวกเขาจะสอนภาษาอังกฤษฉัน ก็จะได้เป็น I will teach me english.  

 

เรามาดู สิ่งที่น่าสนใจ ที่นักเรียนส่วนใหญ่ใช้ผิดกันบ้าง
ในรูปของการแสดงความเป็นเจ้าของ ทั้ง 2 รูป ไม่ว่าจะเป็น
possesive adjective และ possesive pronouns
ทั้ง 2 ตัวนี้แสดงความเป็นเจ้าของ ซึ่งใช้แตกต่างกัน เดี๋ยวเราจะมาดูกันค่ะ

 

ในรูปของ possesive adjective
แน่นอนว่า ตำแหน่งของมัน จะอยู่หน้าของ “คำนาม” นั้น ที่เราจะพูดถึงค่ะ

ตัวอย่างเช่น “จะบอกปากกาของฉัน” ประธาน เป็น I  แต่ว่าจะบอกว่า เป็นปากกของฉัน จาก I ก็จะกลายเป็น my แทน ก็จะได้เป็น my pen อยู่หน้าคำนามของประโยคนั้นก็คือ pen

แล้วถ้าจะบอกว่า 

ปากกาของคุณ = your pen 

ปากกาของพวกเรา = our pen

ปากกาของพวกเขา = their pen

ปากกาของเขา = his pen

ปากกาของหล่อน =  her pen

สนุกสนานเลยค่ะ ที่นี้ขอเปลี่ยนคำบ้าง
ลองเปลี่ยนเป็น “หนังสือของฉัน”
ก็จะได้เป็น my book

หนังสือของคุณ = your book

หนังสือของพวกเรา = our book

หนังสือของพวกเขา =  their book

หนังสือของเขา = his book

หนังสือของหล่อน = her book

เริ่มดีขึ้นละ แล้วถ้าจะบอกในรูปของการแสดงความเป็นเจ้าของ
ในรูปของ possesive pronouns ละ

รูปแบบการใช้จะต่างจาก positive adjective ถึงแม้ว่าจะแสดงความเป็นเจ้าของ เหมือนกัน แต่ถ้าเป็นรูปของ positive adjective  “จะต้องมีคำนามมารองรับ”

อย่างเช่น ปากกาของฉัน จะเป็น my pen แต่ในรูปของ possesive pronouns “ไม่ต้องมี คำนาม รองรับ” ค่ะ
แต่ว่าจะเป็นในรูปแบบนี้ ถ้าจะบอกว่าปากกานี้เป็นของฉัน จะได้เป็น

“This pen is mine”


ถ้าจะบอกว่า “ปากกาเหล่านี้เป็นของฉัน” จะได้เป็น These pens are mine (ใช้ these และเติม s เพราะเราพูดสิ่งของหลายอัน ) 

ปากกาเหล่านี้เป็นของคุณ = These pens are yours ลองออกเสียงตามได้เลยค่ะ

ปากกาเหล่านี้เป็นของพวกเรา = these pens are ours

ปากกาเหล่านี้เป็นของพวกเขาหลายๆ คน =  these pens are theirs
ง่ายกว่าไหม สั้นกว่าเน๊อะ

ปากกาเหล่านี้เป็นของเขา =  these pens are his

ปากกาเหล่านี้เป็นของหล่อน = these pens are hers

เป็นอย่างไรเอ่ย เริ่มได้แล้วใช่ไหมคะ

 

ที่นี้ลองเปลี่ยนคำเป็น “รถคันนี้” บ้าง
รถคันเดียว รถคันนี้เป็นของหล่อน จะบอกว่ายังไงคะ 

This car is hers   รถคันนี้เป็นของหล่อน 

รถคันนี้เป็นของพวกเรา  ในรูปของ possesive pronounsl พวกเรา คือ ours  นั้นเอง ก็จะได้เป็น This car is ours 

รถคันนี้เป็นของพวกเขา รูปของ possesive pronounsl ของพวกเขา คือ theirs นั่นเอง ก็จะได้เป็น this car is theirs ได้เลยค่ะ

 

คราวนี้เราจะมีตัวอย่างให้ดูกัน โดยจะมีทั้งหมด 4 คำศัพท์ 

มาเริ่มที่คำแรกคือคำว่า phone
ถ้าจะบอกว่านี่คือ โทรศัพท์ของฉัน นี่คือโทรศัพท์ของฉัน จะทำให้ดู 2 รูปพร้อมกันก่อนนะ

สามารถพูดได้ว่า This is my phone นี่คือ โทรศัพท์ของฉัน  หรือว่า This phone is mine ได้สองแบบอยากใช้แบบไหนก็ได้เลือกได้เลยค่ะ

ต่อไป เป็นคำว่า boy friend
ถ้าจะบอกว่า เขาเป็นแฟนของหล่อน เขาคนนั้นน่ะ เป็นแฟนของหล่อน พูดได้ 2 แบบค่ะคือ

อันแรกสามารถพูดได้ว่า He is her boy friend หรือ He is hers แค่นี้ก็รู้แล้วว่า เขาเป็นของหล่อน
พูดได้ 2 แบบเลย จะเป็น He is her boy friend หรือ He is hers ได้สองแบบนะคะ 

 

ต่อไปเป็นคำว่า คอมพิวเตอร์ บ้าง
ออกเสียงพร้อมกันนะ computers คอมพิวเตอร์เหล่านี้ หลายเครื่องเหล่านี้ เป็นของพวกเขา
การแสดงความเป็นเจ้าของ ว่าเป็นของพวกเขา ที่มีคำนาม มารองรับ จะได้เป็น
Their computers
เมื่อเอามาเรียงเป็นประโยคจะได้เป็น these are their computers หรือ these computers are their คอมพิวเตอร์เหล่านี้เป็นของพวกเขา

จะเป็นอะไรก็ได้เลยค่ะ ทีนี้ลองมาดูคำว่า idea กันบ้างนะคะ
ถ้าจะบอกว่านี่ คือ idea ของพวกเรา | ของพวกเรา ถ้าจะพูดว่า possesive adjective จะได้เป็น our idea หรือว่า ถ้าจะเป็น possesive pronouns จะได้เป็นยัง ไง ลองเดาสิ

 

ลองเดาพร้อมกันนะคะ

 

This is our idea  หรือ  This idea is our ได้หรือไม่ได้
กลับมาลองฝึกฝนกันอีกรอบนะคะ
วิธีการที่ง่ายที่สุด ลองดูว่า คำศัพท์ ที่เราอยากจะพูดถึง แล้วนำมาลอง สลับไป สลับมา เป็น my บ้าง เป็น her บ้าง หรือว่า เป็น mine หรือในรูปของ hers บ้าง อะไรก็ได้ค่ะ
ถ้าเราลองฝึกแต่งประโยค สลับกันไปมาแบบนี้ ทุกวัน ฝึกวันละ 5 คำ แล้วจะ ไม่คล่องได้ยังไงเนาะ
ไหนมาลอง ทำแบบฝึกหัด เพื่อความชัวร์กันค่ะ

แบบฝึกหัดการเรียงประโยคเหล่านี้ เรามีตารางให้แล้วข้างๆ เพื่อเปรียบเทียบ ได้ง่ายขึ้น
ประโยคแรกคือ ชอบ ชอบอะไรที่มันสวีท เช่น

“ฉันคิดถึงเขาทุกวินาที” ภาษาอังกฤษว่ายังไง

ประธานอยู่หน้าประโยคเสมอ คือ I
แน่นอน แต่คราวนี้เขา เขา เป็น กรรม  ดังนั้น เขา ถูกคิดถึง เราจะให้มันอยู่ในรูปกรรม เขา รูปกรรม ของมันคือ him 

เราก็จะได้เป็น
I miss him every second
ทุกวินาที ใช้ตัวนี้ได้เลยค่ะ คือหลัง every ไม่ต้องเติม s ให้มัน
ถึงแม้ว่าจะหลายๆ อัน ทุกๆ อัน แต่ ว่าอย่าเติม s ให้มันนะคะ ไม่ต้องเติมหน้าหลัง every นะคะ
I miss him every second แล้วถ้าจะบอกว่า ฉันคิดถึงพวกเขาล่ะ
พวกเขา ก็คืออะไรคะ?
เป็นกรรมของ they คือ อะไร?
นั้นก็คือ them นั้นเอง ก็จะได้เป็น I miss them evey second. 

ฉันคิดถึงหล่อน ทุกวินาที | กรรม ของหล่อนคืออะไรคะ คำตอบก็คือ her ค่ะ 

เราก็จะได้ประโยคว่า
I miss her every second.
เปลี่ยนให้มันเยอะที่สุด เปลี่ยนกรรมให้ไปเรื่อยๆ
ลองถามตัวเอง ลองทดสอบ ตัวเองดูว่า เราไม่แม่นเรื่องไหน เรามีปัญหาเรื่องไหน

ถ้าเรามีปัญหาเรื่อง กรรม ลองเปลี่ยนกรรมเยอะ ๆ ไม่ใช่มีปัญหา เรื่องกรรมนี้ ไม่ต้องไป แก้กรรมนะค่ะ มาดู ตารางนี้ จำและฝึกตามตารางที่ให้ แล้วก็แก้ตามนี้ไม่ต้องไปหาหมอ หาพระ หาอะไรนะคะ

ต่อไป ลองเปลี่ยนบ้าง ถ้าเราจะบอกว่า “พวกเขาไม่ชอบพวกนั้นเลย” 

พวกเขาไม่ชอบพวกนั้นเลย พวกนั้นที่เป็น กรรม ว่ายังไงคะ
กรรม ของ they  คืออะไร นั้นก็คือ them นั่นเองค่ะ เราก็จะได้ประโยคว่า
We don’t like them
พวกเราไม่ชอบพวกนั้นเลยอ่ะ เออ We don’t like them แต่ถ้าจะบอกว่า พวกเราไม่ชอบหล่อน
หล่อน เป็น กรรม
ฉะนั้นกรรมของ หล่อน คืออะไร กรรม ของหล่อน คือ her นั้นเอง =
We don’t like her

 

พวกเราเนี่ย ไม่ชอบเขาเลย = We don’t like him.

ตอนนี้ เรามาเปลี่ยนประธานบ้าง เขาไม่ชอบฉัน เขาไม่ชอบฉัน 

He เราใช้กับ doesn’t นะคะ กรรมของฉัน คืออะไร
นั้นก็คือ me =  He doesn’t like me 

เขาไม่ชอบคุณ = He doesn’t like you

หล่อนไม่ชอบพวกนั้นเลย
กรรมของ พวกนั้นคืออะไรคะ
นั้นก็คือ them  นั่นเอง
she doesn’t like them
เห็นไหมคะ คือง่ายมาก

เราต้องลอง ต้องกล้าเปลี่ยนค่ะ ท้าเลยนะคะ คุณลองมา ตั้งตารางแบบนี้ ลองเปลี่ยนดู คุณจะเก่งแล้ว คุณจะคล่อง คุณจะแม่นขึ้นมากเลยนะ 

 

มันเป็น นาฬิกาใหม่ของฉัน

มันเป็นนาฬิกาใหม่ของฉัน ว่ายังไง?

นาฬิกาใหม่ของฉัน my new watch
ดังนั้น It is my new watch ประโยคมันยาวไปหน่อย แต่จำได้ไหม เราทำให้มันสั้นลงได้ แต่เรารู้กันอยู่แล้วว่า เธอมีนาฬิกาใหม่
It is mine  นาฬิกาของฉัน ก็คือเหมือนเราคุยกันอยู่แล้ว รู้แล้วว่า อันนี้ มันอันใหม่ เราสามารถใช้ประโยคสั้นๆได้เลยว่า =  It’s mine , mine ได้เลยค่ะ 

ฉันกลัวเขา ฉันกลัวเขา ว่ายังไง
“กลัว” จำได้ไหม scared เกิดขึ้นเองได้ไหม
คำตอบคือไม่ได้นะคะ จะต้องมาเป็นกลุ่มคำ อย่าง scared of
ดังนั้นจะได้เป็น I’m scared of him ฉันกลัวผู้ชายคนนั้นมากเลย 

ฉันกลัวหล่อน ว่าอย่างไร
กรรมของหล่อน คือ her ใช่ไหมคะ
เราก็จะได้ประโยคว่า I’m scared of her
ง่ายมากเลย
หล่อนกลัวฉัน
กรรมของฉัน คือ me, she is scared of me หล่อนกลัวฉัน ง่ายมากเลย

ปากกาทั้งหมดนั้น เป็นของฉัน
แบบนี้ได้ Those pens are mine รู้กันอยู่แล้ว เราคุย เราพูดถึงเรื่องปากกานะ เรารู้อยู่แล้วว่านั่นคือ ปากกาเอาสั้นๆ เลย Those pens are mine 

ปากกาเหล่านั้นเป็นของหล่อนนะคะ แสดงความเป็นเจ้าของที่สั้นๆ เลยเอาประโยคสั้นๆ เลย ของหล่อน คือ hers , Those pens are hers 

รถเหล่านั้นเป็นของพวกเขา เอาประโยคสั้นๆ นะคะ
เรารู้กันอยู่แล้วว่าเห็นรถเรานั้นอยู่แล้วแหละ จะบอกว่าเรานั้นเป็นของพวกเขา ความเป็นเจ้าของแบบสั้นๆ ของ they คือ  theirs = those car are theirs ค่ะ 

หล่อนพยายามที่จะดีกับฉันหรอเนี่ย พยายามมากๆเลยที่จะดีกับฉัน
เราสามารถพูดได้ว่า She try to be nice to me
หล่อนพยายามมากๆ  she try to be nice to me
nice ตัวนี้ เป็น adjective แน่นอน เกิดขึ้นเองไม่ได้ ต้องเอา verb to be มาช่วยนะคะ She try to be nice to me หล่อนพยายามที่จะ ดีกับฉัน

หล่อนพยายามที่จะดีกับเขา ว่ายังไงคะ
คราวนี้ใช้รูปกรรม She try to be nice to him
หล่อนพยายามที่จะดีกับพวกเรา
พวกเรา คือ we แล้วกรรมของพวกเรา คืออะไร นั้นก็คือ  us แน่นอนเราจะได้ว่า
She try to be nice to us 

คราวนี้มาลองซิ
เอาประโยคสั้นๆบ้าง
เขาดีกับพวกเรา  เอาสั้น ๆเลย
He is nice to us
เริ่มง่ายขึ้นเลย เห็นไหมคะ ถ้ายังช้าอยู่ ถ้ายังคิดไม่ทัน
กลับมาทวนอีกรอบนึง ทวนเสร็จ เอาตารางนี้ ลองมาใช้เลย ลองเปรียบเทียบดู
ลองเรียงประโยค ของตัวเองดูสัก 10 วัน วันละ 10 รอบ สร้างประโยคแบบนี้ให้มันคล่องขึ้น
เชื่อไหมถ้าคุณฝึก ทุกวัน คุณจะไม่คล่องได้ไง

การที่ไม่คล่อง แล้วไม่ถูกต้อง เพราะคุณไม่เคยใช้เอง นั่นเองนะคะ
ลองผิด ลองถูกด้วยตัวเอง ก่อนว่าจะจำได้ตลอดชีวิต 

 

นี่เป็นกระเป๋าใหม่ของคุณใช่ไหม เริ่มมาเป็นประโยคคำถาม นี่เป็นกระเป๋าใหม่ของคุณใช่ไหม
Is it your new bag?
ยาวหน่อยก็จะเป็น Is this you new bag?
นี่เป็นกระเป๋าใบใหม่ของคุณใช่ไหม แต่ถ้าเรารู้กันอยู่แล้ว is it yours? นี่เป็นของคุณใช่ไหม
ที่สั้นกว่า ชอบอันไหนใช้ได้หมดเลยนะ 

ผู้ชายคนนี้เป็นของคุณใช่ไหม เอาประโยคสั้นๆนะ
ผู้ชายคนนี้เป็นของคุณใช่ไหม
Is he yours? Yes, he is mine. ใช่เขาเป็นของฉันเอง He is mine.

ตัวความเป็นเจ้าของสั้นๆ นะคะ mine ง่ายไหม

เขาเป็นของฉัน
he is my mine
ง่ายมากนะคะ กลับมาทวนอีกรอบนึงคุณกลับมาทวนได้ซ้ำๆ อีก ต้องทำอีกหลายๆ รอบ

คราวนี้ มาดู “ไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่ ต้องโทรหาหล่อน”
ไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องโทรหาหล่อน
คิดไทยปุบ have จะมาทันทีใช่ไหมคะ
และเราน่าจะรู้ว่า มันไม่มี not have ใช่ไหม
เพราะฉะนั้น มาดูกันเลยว่า มันใช้อย่างไร
there’s no reason to call her
สั้นไหม คือถ้าเราคิดเป็นประโยคแบบไทย มันจะยาวมากขึ้น คุณเอาสำนวนไปใช้ได้เลย
“there is no reason to call her”

จำได้ไหม call ไม่ต้องตาม ด้วย to นะ
จำไว้ว่า call her ,call him ได้เลย call me, call you , call them อย่างนี้ได้เลยมันง่ายที่สุด

อยากคล่อง อยากถูกต้องกลับมา ทวนอีกหลายๆ รอบแล้ว ก็สร้างประโยคให้กับตัวเอง วันละ 5-10 ประโยค
ขอร้องจริง ๆ แล้วชีวิตคุณจะดีขึ้นค่ะ กฎของคนเก่ง คนหนึ่ง กล้าลองผิด ลองถูก
เราขอจริง ๆ ขอให้คุณกล้า ลองผิด ลองถูก กฏของคนเก่งบางคน ไม่กล้าที่จะเริ่มต้น ไม่กล้าที่จะทำอะไรด้วยตัวเอง
แล้วคุณจะไปไหนต่อเอง ไม่ได้เลย ขอให้กล้าทำ กล้าผิด ความผิดที่เราสร้างขึ้นมา มันจะทำให้เราจำสิ่งนั้นได้ตลอดชีวิต
ขอการันตีมากๆ เลยนะคะ ต้องกล้าก่อน
อันที่ 2 หมั่นเรียนรู้สม่ำเสมอ การเรียนรู้ของเรา จะเรียนรู้ จากสิ่งที่เราเคยเรียนมาแล้ว เราสร้างมันต่อเติมมันให้ได้
คุณหยุด เมื่อไหร่ คุณก็จะหยุดความรู้ของคุณเมื่อนั้น
มันไม่มีอะไรที่ สิ้นสุดนะคะ ความรู้ขอให้เดินไปเรื่อย ๆ
คุณอยาก คุยกับเขาได้กว้างขึ้น คุณต้องเรียนรู้ให้เยอะ
อันสุดท้ายที่สำคัญที่สุด คือ เรายกให้ข้อ 3 เป็นข้อที่เป็น คุณสมบัติ ของคน เก่งจริง ๆ คือ
“เรียนรู้ด้วยตัวเองได้”
หลายๆ คนรอแต่ ป้อน รอแต่ให้มีคนมาบอกว่า มันคืออะไร ทั้งๆที่ ทุกอย่าง
คุณหาคำตอบได้ด้วยตัวเอง อย่างง่ายๆ เมื่อ ไหร่ก็ตาม ที่คุณแค่รอคนอื่นบอกคุณ คุณจะเป็นคนที่แคบมากๆ

คุณจะเป็นคนที่เรียนรู้ช้า
จริงๆ คนที่เรียนรู้ช้า มันไม่ได้เป็นที่ผิดพลาดของตัวเองนะ
จริง ๆ คนที่เรียนรู้ช้า มันไม่ได้ เป็นอะไรที่ แก้ ไขไม่ได้มันแค่ คุณคิดว่า คุณต้องรอป้อน แต่ทุกสิ่งทุกอย่าง คุณทำเองได้ด้วยตัวของคุณเอง
คุณหาความรู้ได้ ด้วย google  ซึ่งเราสามารถค้นหาคำตอบ หรือความรู้มาก่อน ที่จะไปถามคนอื่น การถามคนอื่น ขอให้มัน เกิดขึ้น หลังจากที่พยายามเรียนรู้หาคำตอบด้วยตนเอง ลองด้วยตัวเองก่อนแล้ว มาถามเพื่อ คอนเฟิร์มว่ามันใช่ หรือไม่ใช่ หรือถามเมื่อเราลองแล้ว พยายามด้วยตนเองแล้ว แต่มันไม่เข้าใจจริงๆ ค่ะ

ไม่ใช่ว่าอะไรก็ตาม เอาความรู้มาจากคนอื่นหมดเลย
อันนี้ คือ เราบอกเลยว่ามัน ไม่ใช่วิธีการเรียนรู้ ที่จะช่วยให้คุณเก่ง
ถ้าคุณอยากเป็นคนเก่ง
คุณต้องเรียนรู้ให้ตัวเอง ตอบ คำถามเอง ให้ได้ก่อนค่ะ
อย่าลืมนะ การจะมาถามคนอื่น คือ
1. เพื่อความชัวร์ว่าใช่หรือไม่ ใช่
2. เพื่อที่จะบอกว่าเราไม่รู้จริงๆ พยายามแล้วก็ไม่เข้าใจ ไม่ได้จริงๆ
นั้นน่ะ คือ เราสามารถที่จะถามได้ และมันจะช่วยให้เรา เข้าใจและได้เรียนรู้มากกว่า การที่เรารับมา แบบที่เราไม่เข้าใจ ไม่ได้ลอง ไม่ได้คิดหรือพยายามทำความเข้าใจด้วยตัวเองเลย มันเลยจะทำให้เราลืมได้ง่ายๆค่ะ

ซึ่งวิธีนี่ คือ กฎของคนเก่ง
ขอให้จำ 3 ตัว นี้ไว้ แล้วเอาไปใช้ให้ เกิดประโยชน์จริง ๆ
และสุดท้าย
“practice makes perfect”
การฝึกฝนเท่านั้น คุณไม่ฝึกฝน คุณจะทำมันไม่ได้เลย
และจำไว้ว่า ไม่มีอะไรที่ คนไทยทำไม่ได้
คน ไทยทำได้หมดขึ้นอยู่กับว่า คุณจะทำหรือเปล่า
คุณจะ practice แล้ว คุณจะเรียนรู้ หรือเปล่าแล้ว คุณจะลองผิด ลองถูกเอง หรือเปล่า
แล้วคุณจะเรียนรู้เองได้หรือเปล่า เท่านั้นเองนะคะ
ขอฝากไว้แค่นี้
practice make perfect ขออย่างนี้ อย่างเดียว บ๊าย บาย