Part of speech 2 Copy

คราวนี้คริสปี้จะยกตัวอย่าง กริยา หรือ adjective ให้ดูเลยนะคะหลายๆคนยังงงว่า หนูยังสับสนอยู่เลยว่า กิริยาคืออะไรคริสปี้ให้ลิสตัวอย่างมาแล้วกับ verb แล้ว ก็ adjective
ตอนนี้เรามาดูพร้อมกัน กริยา คืออะไร จำได้ไหม คือการกระทำและบ่งบอกว่าใครทำอะไร คำนามทำอะไร โอเคมั้ย อย่างเช่นคำว่า book

หลายๆคนจะจำว่า book เท่ากับหนังสือ แต่จริงๆแล้ว book แปล ว่า จอง ก็ได้นะคะซึ่งเป็นกริยา กระทำบ่งบอกถึงการกระทำว่าใครจอง?  ตัวอย่างเช่น
คุณช่วยจองโต๊ะให้พวกเราหน่อยได้ไหม?  จะขอร้องใครจะขอความช่วยเหลือใครนะคะ หรือ จะขอให้ใครจองโต๊ะให้ใช้ can หรือ could เลยนะคะ
ตัวอย่างนะ

can you book the table for us please. ช่วยจองโต๊ะให้หน่อยได้ไหม
can you book  คุณช่วยจอง

จองอะไรบ้างอาจจะ table for us please  ได้เลยนะคะ หรือว่า คุณช่วยจองตั๋วให้ฉันหน่อยได้ไหม?
ตั๋วคือ ticket นะคะ can you book the ticket for us please. เอาประโยคไปเลย
ตามด้วย book และตามด้วยสิ่งที่คุณจะให้จองให้  เช่น ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ออสเตรีย เอาไปยกไปเลยแค่นี้ก็ตามด้วยสิ่งที่คุณจะให้จองให้แล้วอย่าลืมใส่ please ใช้ด้วยเพราะเรากำลังขอร้องคนอื่นอยู่
ใช้ please จะสุภาพมากๆ นะคะ

มา ดู compare กันบ้างนะคะ คือ การเปรียบเทียบ ถ้าจะบอกว่าฉันเปรียบเทียบคนสองคนนี้ไม่ได้เลยนะคะ ฉันไม่สามารถเปรียบเทียบคนสองคนนี้ได้เลย
ปฏิเสธบอกว่าทำไม่ได้ มีกริยาช่วยมาก็ คือ can’t  ใส่ not ไป ฉันไม่สามารถเปรียบเทียบคนสองคนนี้ได้เลย

 

I can’t compare these 2 people ฉันไม่สามารถเปรียบเทียบ 2 คนนี้ได้เลย อย่าลืมนะคะมีกริยาช่วยมาแล้วนะคะ ใช้ not หลังกริยาช่วยได้เลย
I can’t compare
I can’t think
I can’t say it
I can’t tell him
I can’t speak English ได้เลยเนอะ

มาดู fall down กันบ้าง  fall down  คือ ล้ม หรือ ตก นี่ เป็น phrasal verb นะคะ คริสปี้อยากให้ทุกคนมาโฟกัสที่การท่องคำศัพท์เป็นกลุ่มคำ ซึ่งมีหลายประเภทถูกไหม มันมี
collocation
phrasal verb
idiom

เพราะว่านอกจากการที่เราจะมาแม่นเรื่องของการเรียงประโยคแล้วสิ่งที่สำคัญที่สุดคือคุณต้องใช้กลุ่มคำศัพท์ให้เป็นนะคะ

นี่ก็เป็นส่วนสำคัญที่สุดถ้าคุณใช้กลุ่มคำศัพท์ผิด หรือคุณไม่เข้าใจวิธีการใช้ของมัน คุณจะสื่อความหมาย ที่ผิดเพี้ยนมาก ๆ นะคะ มาโฟกัสที่การท่องคำศัพท์เป็นกลุ่มคำดีกว่า
โดยเฉพาะ phrasal verb นะคะ สำคัญมากๆ สำหรับใครนะ อยากเรียนรู้เพิ่มเติม ถ้าคุณไม่เพิ่มเติมข้อมูลหรือคำศัพท์เหล่านี้ คุณจะตันอยู่แค่คำศัพท์ ที่คุณมีคุณจะสามารถสื่อสารได้แค่สิ่งที่คุณมี
พยายามเรียนรู้สม่ำเสมอ คริสปี้แนะนำจริงๆนะคะคุณอยากเก่งคุณอยากคุยกับคนได้หลายๆเรื่อง คุณอยากที่จะสื่อสารได้หลากหลาย คุณจะต้องเรียนรู้กลุ่มคำศัพท์ให้เยอะขึ้น
แต่ละอาทิตย์แต่ละอาทิตย์ละก็เน้น การใช้เป็นใช้ซ้ำๆคุณจะได้ไม่ลืมนะคะ คราวนี้ตัวอย่าง ฉันโชคดีมากเลยนะ ที่ฉันไม่ได้ตกลงไปในหลุมตกลงไปในรูนั้นน่ะ
ฉันโชคดีมากๆเลยจำได้ไหมโชคดีลองเดาซิว่าเป็น verb หรือ เป็น adjective?  บอกเลยว่า lucky เป็น adjective คุณไม่ต้องไปนั่งคิดเองแล้วนะเพราะคริสปี้บอกแล้วมันคืออะไร ดังนั้นเกิดขึ้นเองได้ไหม lucky เกิดขึ้นเองไม่ได้ ต้องมี is am are แต่ฉันบอกว่าฉันเป็นคนที่โชคดีมากๆเลย I’m lucky ก่อนค่อยๆไปทีละประโยคนะ  slowly but surely ช้าๆ นะคะแต่ว่า surely  ก็เป็น idiom นะ
ลองค่อยๆทีละประโยคก่อน
ฉันโชคดี I’m lucky
หล่อนโชค ดีใช้อะไรคะ
she’s lucky 

เอา He บ้าง He’s lucky
They’re lucky
You’re lucky
We’re lucky

เห็นไหมพอเราเปลี่ยนประธานนะเป็น He She It They We You เราจะแม่นในเรื่องของการเปลี่ยนกริยาด้วย
เพราะว่า กริยา จะผันตามประธาน อยากแม่น อยากperfect คุณจะต้องกล้าเปลี่ยนให้เยอะที่สุดนะคะ คราวนี้ฉันไม่ได้ตกลงไปในหลุม หรือ อะไรก็ตามนะคะ
I didn’t fall down the hole.

Fall down คือตกลง หรือ ล้มลง ประโยคที่มีกริยาแล้วนะคะ แต่ไม่มีกริยาช่วยในประโยค ใช้ do does did มาในการตั้งประโยคปฏิเสธ เช่น

เห้ยตอนนั้นฉันไม่ได้ตกลงไปในหลุมเลยนะคะ เป็นอดีตถูกไหมเพราะว่าเราจะพูดถึงสิ่งที่มันเกิดขึ้นในอดีตที่มันจบสิ้นไปแล้วนะคะ
ข้อแตกต่างของ tense คือ ถ้ามันเป็นอดีตที่มันจบสิ้นไปแล้วแต่มันไม่ได้ดำเนินถึงตอนนี้ เป็นเรื่องราวในอดีตแล้วไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแฟนเก่า เรื่องของอะไรก็ตามที่เราเคยทำด้วยกันในอดีต
สมมุติ จะได้ยกตัวอย่างชัดเจนที่สุด มันจบไปแล้วในอดีตมันไม่เกิดขึ้นอีกแล้ว ใช้ เป็น past simple ได้เลยนะคะ  ฉันไม่ได้คุยกับเขาเลยนะตอนนั้น I didn’t talk to him.
ฉันไม่เห็นเขาเลย I didn’t see him.

มาลอง Find บ้าง

ไม่ได้พบเลยใช้ Find ตัวนี้ได้ถ้าจะบอกว่า
ฉันหากุญแจรถฉันไม่เจอเลย ไม่สามารถหาเจอ หาไม่เจออย่างนั้นอย่างนี้ ใช้ couldn’t ได้เลยนะคะ
can’t
can not
หรือ couldn’t

หาไม่เจอว่ายังไง I couldn’t find my car keys. ได้เลยนะคะ

คราวนี้มาคำว่า relax บ้าง
ทำไมเราไม่ออกไป relax ที่บ้านวันนี้ คือไม่อยากไปไหนเลย
ทำไมเราถึงไม่แค่พักผ่อนที่บ้านของเราอ่ะ คือไม่ต้องไปไหนแล้ววันนี้
เสนอ why don’t we just relax at home today? ดูประโยคนี้นะคะ

Why don’t ใช้ยังไง ใช้เมื่อเวลาที่เราเสนอว่า ทำไมไม่อย่างนั้น ทำไมไม่อย่างนี้
ทำไมเราไม่กินอันนี้ why don’t we eat this?
หรือว่า ทำไมคุณไม่ซื้ออันนี้ Why don’t you buy this?
คุณไม่นอนล่ะ ทำไมคุณไม่นอน why don’t you sleep?
ทำไมคุณไม่เต้นนะคะ why don’t you dance?
ทำไมคุณไม่หอมฉัน Why don’t you kiss me?

ทำไมไม่ใช้ why don’t นะคะ หรือว่าจะบอกว่าพูดถึงบุคคลที่ 3 แล้วกัน He She บ้าง ทำไมเขาไม่ฟังฉันเลย
บุคคล ที่ 3  he she ใช้ does นะคะ ไม่ใช้ don’t แล้วนะ ใช้ doesn’t นะคะ
ทำไมเขาไม่ฟังฉันเลย Why doesn’t he listen to me?
จำได้ไหมคะ listen to ไปด้วยกันจะไม่มี
listen me
listen him
ไม่เอานะคะ

ทำไมหล่อนไม่คุยกับฉันเลย Why doesn’t she talk to me?
ทำไมเขาไม่มองฉันเลย Why doesn’t he look at me?

เห็นไหมคะ ถ้าเราท่องคำศัพท์เป็นกลุ่มคำไปด้วยกัน คุณจะใช้ไม่ผิดเลย จำไว้เลย look at ไปด้วยกัน หรือ listen to ไปด้วยกัน โอเคไหม คะ

ทีนี้ tell นะคะ  คือการ บอก อย่างเช่น บอกคนนั้นคนนี้ หรือ เล่าสิ่งนั้นสิ่งนี้
ตัวอย่างเช่น
ฉันบอกแม่ว่าฉันจะไปนั่นไปนี่ หรือว่า ฉันเล่าเรื่องนั้นเรื่องนี้ให้คุณแม่ฟัง
และใช้ tell ได้เลยนะคะ ตัวอย่าง ถ้าจะสั่งว่าอย่าบอกแม่นะว่าฉันออกไปเที่ยวข้างนอกเมื่อคืนนี้
จำได้ไหมถ้าจะบอกว่า อย่านั่น อย่านี้ ใช้อะไร คะ don’t แน่นอน อย่าทำอย่างนั้น อย่าทำอย่างนี้ อยากบอก อยากคุย จะได้ใช้ don’t ก่อน เลย
Don’t tell mom I went out last night. อย่าบอกแม่นะว่าฉันไปเที่ยวเมื่อวานนี้

มันพูดถึงอดีตพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อวานนี้ ซึ่งมันจบไปแล้ว จะเล่าเรื่องอดีตเป็น past simple เท่านั้นนะคะ ไม่ต้องคิดเยอะเลย จะพูดอะไรก็ได้ที่มันจบไปแล้วใช้ past simple

คราวนี้ go out นะคะ รูปปัจจุบันของมันคือ go out ออกไปเที่ยว ออกไปข้างนอก ออกไปดื่ม ใช้ go out  ได้เลยนะคะ
ถ้ามันจะเป็นอดีตใช้ went out ได้เลยนะคะ
ยกตัวอย่างเช่น I went out last night.

บอกเขานะว่าฉันอยู่ที่นี่  จำได้ไหม อยู่นี่ หมายถึง ไม่ได้บอกถึงว่าการอาศัยอยู่นะ แต่หมายถึงว่าตอนนี้ฉันมาเที่ยว
ฉันอยู่ตรงนี้ จะมาอยู่ตรงนั้น ตรงนี้ อันนี้ใช้ is am are นะคะ

อย่าบอกเขานะ don’t tell him
อย่าบอกหล่อนนะ don’t tell her
อย่าบอกฉันนะ don’t tell me

ส่วนสรรพนาม
Him
Her
Me
You

อย่างนี้ใช้ยังไงเดี๋ยวคริสปี้จะอธิบายละเอียดมากๆเลยนะคะเรียกว่า ครบทุกอย่างที่คุณต้องการ เราจะค่อยๆเรียนรู้ภาษานี้ รู้ทั้งประโยคไปก่อน เราจำเป็นต้องรู้โครงสร้างกว้างๆก่อนที่จะไปเจาะให้ลึกลงไปนะ คราวนี้ถ้าจะบอกว่าอย่าบอกเขานะว่าฉันอยู่ที่นี่ว่ายังไง
Don’t tell him I’m here
ได้เลยนะคะ

คราวนี้มาดู adjective บ้าง ซึ่งเป็นตัวปัญหามากนักเรียนเข้าใจยากมาก
ไม่มีปัญหาอะไรยกตัวอย่างให้ฟังเลยว่ามีอะไรบ้าง

ตัวแรก annoying  คือ เหมือนแบบสมมติพี่สาวคริสปี้ชอบมาพูดอะไรที่แบบไร้สาระให้เรารู้สึกรำคาญ
ก็จะบอกว่า หล่อนน่ารำคาญ จำไว้นะคะ adjective ที่ลงท้ายด้วย ing คือหน้าเติมด้วย ed คือ
ฉันรู้สึก จำได้ไหม annoying คือ น่ารำคาญ จะกลายเป็น annoyed ที่เติม ed หรือก็คือ รู้สึกรำคาญ

 

แต่ตอนนี้เราจะพูดถึง เขามันน่ารำคาญ เกิดขึ้นเองได้ไหมคะ?
ไม่ได้ ต้องมี verb to be ต้อง มี is am are ให้มันด้วยถ้าจะบอกว่าหล่อนน่ารำคาญมากๆเลยเวลาที่หล่อนพูดอ่ะ
ว่ายังไงคะ

she’s annoying when she talk. หล่อนน่ารำคาญมาก ๆ เลยนะเวลาที่หล่อนคุย หรือว่า ถ้าจะบอกว่าหล่อนรู้สึกรำคาญ จำได้ไหมใส่ ed ให้เขานะคะ
She’s annoyed เติม ed นะคะ
ฉันรู้สึกหงุดหงิด ฉันรู้สึกรำคาญมากเลยตอน นี้
I’m annoyed หรือจะบอกว่า ฉันรู้สึก ใช้ feel ได้ไหม? ได้หมดเลยค่ะยังเหมือน
เดิม I feel annoyed
หล่อนรู้สึกรำคาญ ว่ายังไงคะ
She feel annoyed

แต่ถ้าเป็น หล่อนน่ารำคาญ
She’s annoyed

ระวังนะคะใช้ให้ถูกต้องถ้าคุณใช้ไม่ถูกต้องเนี่ย
คุณไปด่าเขาได้เลยนะคุณจะสามารถหาเรื่องคนได้เลยนะถ้าคุณใช้ผิด

โอเคมาต้องระวังจุดนี้ด้วยนะคะ

ต่อไปเรามาดู high ตัวนี้กันบ้างนะคะ แปลว่า สูง
ของที่มันสูงมาก เอื้อมมือไปไม่ถึงเลย
ถ้าจะบอกว่า เฮ้ยมันสูงเกินไปที่จะเอื้อมถึง 
ใช้ Too มาช่วยด้วยจะดีที่สุด

ของมันสูงเกินไปหรือว่าของมันแพงเกินไปก็จะเป็น
Too expensive
ของมันสูงเกินไปก็จะเป็น too high
สวยเกินไป too beautiful

โอเคไหมคะ คราวนี้มันสูงเกินไปที่จะเอื้อมถึงนะคะ ก็จะเป็น it’s too high to reach.
ไม่ถึงแน่นอนใช้โครงสร้างนี้ได้เลยนะคะ

ต่อไป disappointed รู้สึกผิดหวัง อย่าลืมนะ ed หมายถึงรู้สึก เกิดขึ้นเองไม่ได้ นะคะ ต้องมี verb to be หรือว่าจะเป็น feel ก็ได้
ถ้าพูดถึงความรู้สึกว่าฉันรู้สึกผิดหวังกับคุณมากๆ เลย พูดเลยนะฉันผิดหวังกับคุณ i feel disappointed ก็ได้
หรือว่า i am so disappointed ก็ได้นะคะ

ที่นี้ถ้าจะพูดถึงว่าฉันรู้สึกผิดหวังกับคุณมากๆ I’m so disappointed with you.
อ่าว แล้วใช้ feel ได้ไหม ?
ได้นะคะก็จะเป็น I feel so disappointed with you. ก็ได้ค่ะ

รู้สึกกับใครกับคุณกับพี่สาวของคุณกับน้องสาวของฉัน จะ เป็น disappointed with …. นะคะ
ต่อไปคือคำว่า successful นะคะ หรือก็คือ สำเร็จ นั่นเอง

ถ้าจะบอกว่าพี่สาวของฉันเนี่ยสำเร็จแล้วนะ ในสายอาชีพของเขานะคะ หรือ career พี่สาวของฉันเนี่ย สำเร็จ มาก ๆ เลยนะ
จะพูดยังไง
My sister is very successful in her career.

ถ้าจะบอกว่าฉันเนี่ยประสบความสำเร็จมากๆเลยนะในสายอาชีพของฉันจะเป็นยังไงคะ
I’m very successful in my career.  โอเคไหมคะ

ถ้าจะบอกว่าเขาเนี่ยสำเร็จมากๆเลยในสายอาชีพของเขาเป็นยังไงคะ
He’s very successful in his career
ถ้ายังไม่ แม่น เรื่อง ของ
his
her
my

พรุ่งนี้นะคะพี่มีการอธิบายอย่างละเอียด ต่อไปนะตอนนี้เขาจะบอกว่าพวกเขาอ่ะ successful มากๆเลยนะในสายอาชีพของพวกเขา
They’re very successful in their career

มาดู wet บ้าง wet แปลว่า เปียก
พื้นเปียก
ฉันเปียก
ระวังนะพื้นเปียก

ว่ายังไงคะระวัง จะบอกว่าให้ระวัง ใช้ be careful เลย หรือว่าแค่ careful ได้นะ เช่น
be careful the floor is wet. เกิดขึ้นเองไม่ได้ต้องมี is am are ให้มันด้วยนะคะ
The floor is wet ได้เลย

ต่อไปนี้นะคะมาเรียนรู้สิ่งที่นักเรียนส่วนมากใช้ผิดกันดีกว่านะคะในรูปของ Pronouns นั่นเองค่ะ
มันจะมี 2 รูปแบบ คือ ประธาน และ กรรม

คราวนี้มาดูรูปประธานกันก่อน
เจอกันบ่อยอยู่แล้วนะรูปประธานคือ

ใครทำอะไรนั่นเอง หรือ สิ่งใดเป็นอย่างไร มีอะไร หรือ อะไรยังไงก็ว่าไป
ตำแหน่งของมันแน่นอนอยู่หน้าประโยคนะคะ

ก็จะ มี
I
You
We
They
He
She
It

เป็นประธานของประโยคนั้นเอง พอดูรูปกรรม กรรมคืออะไร คือสิ่งถูกกระทำไม่ว่าจะเป็น ถูกกิน ถูกตี ถูกด่า ถูกฟัง พวกนี้ เป็น รูปกรรมหมด
เลยแต่คราวนี้จะมาดูรูปกรรมของประธานที่เราใช้ผิดกันบ่อยมากๆกันนะคะ